2005/Apr/29

หลังจากที่ฝึกงานมาประมาณ 2 สัปดาห์... การฝึกงานของผมก็กระดึ๊บๆไปอย่างล่องลอย

มีงานทำบ้าง... ไม่มีงานทำบ้าง...
มีงานโหมกระหน่ำเดือดดาลบ้าง... ว่างพอที่จะกางเต้นนอนกลางวันบ้าง...

วันเวลาผ่านไปเสมือนหนึ่งว่ามานั่งเล่นในที่ฝึกงานซะมากกว่ามาทำงานก็ว่าได้

และแล้วก็ถึงคราวภาคสนาม

ผมกำลังจะไปช่วยงานที่ไซท์ที่ระยอง (ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเรียกว่าไซท์?)

โดยงานที่ผมจะไปฝึกส่วนใหญ่คือตามเก็บส่วนที่เกี่ยวกับเอกสารเอาซะมาก เช่น รวบรวมบิลใบกำกับภาษี, การหักภาษี ณ ที่จ่าย, ฯลฯ ไม่ให้เกินวงเงินสดย่อย
(เงินสดย่อย คือ วงเงินที่บริษัทให้หน่วยงานถือเก็บไว้ใช้จ่ายได้ทันที เมื่อวงเงินต่ำลงหรือมีแนวโน้มว่าจะหมด ผมจะต้องรีบนำเรื่องให้ทางบริษัทโอนเงินมาเพิ่มให้เพียงพอ)

ตอนแรกผมเกือบจะได้ไป 1 เดือนเต็ม... แต่ผมบอก(อ้าง)บอสว่าพอครึ่งเดือนแล้วผมจะต้องกลับมาเตรียมเรื่องการลงทะเบียนเรียนหนังสือต่อ จึงย่นเวลาไปเหลือ 2 สัปดาห์ แล้วกลับมาทำต่อที่บริษัททีหลัง

ผมคุยกับพี่ที่เคยไปทำงานที่ไซท์แล้ว ถามเขาว่าที่นั่นเป็นยังไงบ้าง? สถานที่กินสถานที่นอนล่ะ? ถนนเป็นยังไง ยางมะตอยหรือลูกรัง?

คำตอบที่ได้รับน่าภาคภูมิใจ.....

  • แดดแรงมาก ให้หาเสื้อแขนยาวไปถ้ากลัวดำ
  • ที่นอนก็ยุงเยอะหน่อยนะ
  • ร้านอาหารไม่ไกล แค่ขับรถออกไปนอกไซท์ประมาณ 15 นาที
  • ถนนไม่ใช่ยางมะตอย ไม่ใช่ลูกรัง มันเป็นดินแดงจ่ะ

แดดแรงไม่กลัว ที่นอนพอสู้ๆได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่... แต่จะกินข้าวทีต้องขับรถไปเอง ถนนดินแดง

ออกเดินทางวันอังคารสัปดาห์หน้า ส่วนวันเสาร์-จันทร์ผมต้องไปเยี่ยมพี่สาวที่บุรีรัมย์.... แต่เพราะผมไม่ค่อยมีเสื้อผ้าเสื้อลำลองไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะใส่ชุดนิสิตกางเกงสแลก ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากซ่อมรองเท้านานๆที

ผมเลยเริ่มเป็นห่วงเรื่องเสื้อผ้าครั้งแรกในรอบ 3 ปี..... แถมกรรมเจ้าขา ที่ผมกำลังใส่กางเกงยีนตัวสุดท้ายในล๊อตก่อนจะนำไปซักอีกต่างหาก (พรุ่งนี้จะเดินทาง)

เพราะผมไม่ได้ไปเข้าค่าย หรือไปค้างแรมที่ไหนนานเกิน 3 วันมานานมาแล้ว..... ตอนสงกรานต์ที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้ไปไหนเพราะอยู่บ้านทำความสะอาด ลดความเสี่ยงที่จะซวยจากอุบัติบนท้องถนนอย่างทุกที

เคยมีปีนึงที่คุณพ่อผมผวามากๆ เพราะสงกรานต์ในปีนั้นผมกำลังลองขับรถครั้ง 2-3 ในซอยที่ผมอาศัยอยู่ เร่งทีก็พุ่ง เบรกทีก็กึ่กขับก็ส่ายไปส่ายมาเล็กน้อยอย่างที่มือใหม่ขับกัน

ถนนว่างมาก มีเพียงรถที่ผมขับ กับมอเตอร์ไซค์ที่กำลังจะสวนมาเท่านั้น

หากแต่เพิ่มเด็กสเปรดเข้ามาอีกตัวนึง.............

เด็กที่ว่านั่นยืนถือสายยางเล่นน้ำอยู่ฝั่งที่ผมกำลังขับรถเล่นอยู่ พอเห็นมอเตอร์ไซค์ก็ดีใจ

วิ่งออกมากลางเลนที่ผมกำลังขับอยู่!

ผมขับเบี่ยง มันก็ยังหันหลังให้รถผมแล้วเดินออกมาเรื่อยๆ ผมก็เบี่ยงหนีออกไปอีก

จำได้ว่าตอนนั้นคุณพ่อโวยวายลั่นในรถเลย แต่ผมจำไม่ได้ว่าว่าอะไรบ้าง

.......

ผมคิดว่าจังหวะนั้น คนขี่มอเตอร์ไซค์ก็คงกลัวโดนฉีดน้ำนะ... แต่เขาคงกลัวรถที่ผมกำลังขับพุ่งไปหาเขามากกว่า

แล้วผมก็ขับผ่านไอ้เด็กสเปรดนั่นไปทั้งๆที่จมูกมันเกือบไถกับข้างประตูฝั่งที่คุณพ่อกำลังนั่ง..... ผมขับต่อไป คุณพ่อหันไปมองว่าขับเหยียบเท้าเด็กรึเปล่า

เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร จึงหันกลับมาบ้องกบาลผมอย่างจัง!
"แตรรถหน่ะลูก! เขามีไว้ให้กด!!"

ตั้งแต่นั้นมาผมจึงจำเรื่องบีบแตรเวลาขับรถได้ดี......................... ในระดับหนึ่งนะ

---------------------

ทำไมเขียนไปเขียนมาถึงได้มาเข้าเรื่องสงกรานต์ซะแล้วเนี่ย??

ช่างเถอะ.... มาถึงตอนนี้ผมกำลังคิดว่า

อืม... บางทีวันนี้ผมอาจจะต้องไปหาซื้อเสื้อราคาเยาว์แถวบ้าน ปั่นเครื่องแล้วตากเลยทิ้งไว้ 3 วันค่อยกลับในตอนเย็นในวันจันทร์

.......... ฉุกละหุกน่าดู น่าจะมีเวลาอีกซักวันนะ จะได้ไม่มีปัญหาอะไร :(

คิดไปคิดมาเลยมาจุกอยู่ที่ว่า

"แล้วทำไมก่อนหน้านี้แกไม่เตรียมให้เรียบร้อยฟะ?... กร๊วก" q(*= =)p

อา... จริงด้วย กล้วยทอด กอดหมอนข้าง สว่างไสว.....

"It's all your(my) fault!! you fool little thook!!"

(fool little thook เป็นคำพูดที่ไม่เมอรี่ก็พิพินในเรื่อง Lord of the Ring จะโดนด่า... ซึ่งมีประโยคนี้โผล่ครบทั้งสามภาค)

เอาล่ะ... สู้ๆ..........

2005/Apr/29

สวัสดีทุกท่าน

ขณะนี้บ้านดองเค็มได้ต่อเติมเสร็จเรียบร้อยแล้ว...

(เหลือแต่ภาพ header กับภาพ footer =w=a)

ขอบคุณท่าน armsama(http://armsama.exteen.com/) สำหรับคำปรึกษาครับ

Stay tune, enjoy! :D

2005/Apr/29

ที่นี่ที่ไหนกันนะ....

หนังตาที่หนักอึ้งทั้งสอง ไม่ยอมเผยให้ผมเห็นถึงสิ่งรอบข้างในขณะนี้
ประสาทหูของผมยังทำงานปกติดี แม้ว่าตอนนี้ตัวผมจะไม่ขยับแม้แต่น้อย


สายฝนที่สาดซัดลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังอึกทึกของฝูงคนที่ตื่นตระหนกแทรกผ่านเสียงสายฝนเข้ามา
ผมกำลังนอนหงายอยู่บนพื้น ดวงตายังคงปฏิเสธคำสั่งจากผมอยู่ และแขนทั้งสองข้างก็ทรยศผมเหมือนกัน
จะอะไรก็ช่าง ขณะนี้ผมรู้สึกบางอย่างในร่างกาย และค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆภายในเวลาไม่กี่อึดใจ



เจ็บ....



ผมเจ็บที่กลางหลังอย่างรุนแรง แต่ริมฝีปากไม่ยอมให้ผมคายความเจ็บปวดนั้นออกไปเป็นถ้อยคำแม้แต่น้อย
เสียงรถพยาบาลที่แล่นใกล้เข้ามา แม้จะไม่ช่วยให้ความเจ็บปวดทางร่างกายของผมลดลงแต่ก็ช่วยให้ผมสบายใจขึ้นมาก


มีคนเข้ามาช่วยพยุงผมขึ้นจากพื้น พวกเขาคงต้องการความเร็วในการเคลื่อนย้าย จึงไม่ทันคิดว่าเขากำลังยกผู้ป่วยผิดท่า
นั่นทำให้แผลช้ำที่กลางหลังของผมรุนแรงยิ่งขึ้น จนผมรู้สึกได้ว่าเลือดกำลังไหลออกจากร่างกายของผมอย่างรวดเร็ว


พวกเขาวางผมลงบนเตียง ฝนที่สาดลงมาอย่างน่ารำคาญทำให้ตัวผมเปียกปอนและแทบจะกลบเสียงรอบข้างทิ้งอย่างสิ้นเชิง
ผมจำได้ว่าได้ยินเสียงคุณพ่อและเพื่อนบ้านก่อนที่ประตูรถพยาบาลจะปิดลง
แต่เพราะความสับสน-อลหม่านที่ต่างฝ่ายต่างก็แย่งพูด จึงทำให้ไม่มีใครรู้ว่าใครพูดอะไรเลย


รถพยาบาลเปิดไซเรนเสียงดัง ด้านหลังรถพยาบาลไม่มีใครนอกจากผมคนเดียวที่กำลังนอนอย่างเจ็บปวดอยู่บนเตียงรถเข็น
เข็มขัดรัดที่ตัวผมไว้กับเตียง ทำให้แผลที่หัวเข่าขวาของผมโดนบีบหนักขึ้นกว่าเดิม ผมเจ็บมาก และรู้ว่าเลือดของผมกำลังไหล
แต่กระนั้นผมก็ไม่สามารถส่งปฏิกิริยาย้อนกลับออกไปภายนอกได้เลย ผมกลายเป็นผู้รับสารอยู่ฝ่ายเดียว


แต่ละนาทีแห่งความเจ็บปวดบนรถพยาบาล ไม่อาจเทียบได้กับแต่ละวินาทีบนเตียงรถเข็นจากประตูโรงพยาบาลไปที่ห้องฉุกเฉิน
สายฝนรุนแรงถูกป้องกันโดยอาคารของโรงพยาบาลที่มีแต่กลิ่นยาเดิมๆตั้งแต่สมัยที่ผมมาเยี่ยมคุณแม่ที่เคยเข้ารักษา
ผมรู้จักที่นี่ดี เพราะเป็นที่ที่ผมเห็นรอยยิ้มครั้งสุดท้ายของคุณแม่ ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ


อุปกรณ์สัพเพเหระต่างๆจัดเตรียมอย่างเร่งด่วนในห้องฉุกเฉินนั้น
แต่กลับมีเครื่องมือแพทย์เพียงชิ้นเดียวที่นำมาใช้ตรวจร่างกายผม กลมๆ เย็นๆ สัมผัสที่หน้าอกฝั่งซ้าย
เครื่องฟังเสียงหัวใจ?


"เวลาเท่าไหร่"
"ผู้ตายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุครับ"
"งั้นผมขอแจ้งเวลาตอนนี้นะ เวลา......."


ผมนึกออกแล้ว
ที่ผมขยับตัวไมได้เลยนี่ เป็นเพราะผมตายแล้วนี่เอง
ผมกระโดดลงจากคอนโดสิบชั้นกว่าที่ผมอาศัยอยู่



ทำไม?



ผมนึกสาเหตุไม่ออก หรือนี่ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งของชีวิตคนหลังความตายมาเยือน
ถ้าอย่างนั้น ทำไมความเจ็บปวดที่แทบจะคลั่งนี่ถึงไม่ยอมหยุดลงซักที


กระดูกหัวเข่าที่เสียดแทงออกมาจากเบ้า
แผ่นหลังที่งอกลับไป 45 องศา
ข้อศอกที่แตกแหลกละเอียด
และอะไรซักอย่างที่ไหลย้อยออกมาจากภายในท้องของผม
เจ็บจริงๆ ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องแบกความเจ็บปวดนี้อีกนานเท่าไหร่


การรักษา ไม่สิ เรียกว่าการตรวจสภาพดีกว่า
การตรวจสภาพตัวผมจบลงภายในไม่กี่นาที
จะเอาอะไรอีกล่ะ ก็ผู้ป่วยตายแล้วนี่นา


ผมได้ยินเสียงทุบกระจกประตูห้องฉุกเฉินที่ผมนอนอยู่ และเสียงของใครซักคนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย
ท่าทางเขาคงทรมานน่าดู แต่ช่างมันเถอะ ผมนอนแผ่คาความเจ็บปวดแสนรันทดนี่อยู่เป็นชั่วโมงแล้ว
จะมีเสียงน่ารำคาญอีกซักหน่อยคงไม่เท่าไหร่หรอก
สิ่งสำคัญที่สุด คือผมจะทำยังไงกับสภาพนี้ดี


วันแล้ววันเล่าผ่านไป เสียงภายนอกต่างๆยังคงชัดเจนเหมือนเดิม และผมยังคงรู้สึกถึงทุกสิ่งภายนอกอย่างชัดเจน
ผมยังคงรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่วันนั้น แต่ผมไม่สามารถตอบอะไรกลับไปได้เลยแม้แต่น้อย
เสียงของญาติมิตรที่มาหาร่ำไห้ เสียงของผู้คนที่ครหา เสียงฝีเท้าของคนที่เดินผ่านไปมา เสียงของแมลงที่เล็ดลอดเข้ามาในโลง
และความเจ็บปวดต่างๆตามร่างกายอันสุดทนที่กลายเป็นความรู้สึกในชีวิตประจำวัน


และแล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง
ผมค่อยๆสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่านเข้ามาในโลงที่ผมกำลังนอนอยู่
ทุกอย่างจะจบลงภายในไม่กี่นาทีต่อจากนี้



ร้อน



ร้อน



ร้อน



ร้อน

จบ.


Free Talk:
- งานนี้เป็นฟิคสดของผมอีกแล้ว คือเขียน พิมพ์ โพส ม้วนเดียวจบไม่มีตกแต่งเพิ่มเติม ตูมเสร็จรวดเดียวไม่มีดอง
- ฟิคนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น่าสลดเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ที่มีครอบครัวไกด์นำเที่ยวฆ่าตัวตายหมู่ทั้งครอบครัว โดยกรอกยาพิษให้ลูก 3 คนก่อนที่คู่สามีภรรยาจะกระโดดตึกตาย
- สิ่งที่อยากสื่อมาในที่นี้คือ "ความตายไม่ใช่ทางออก แต่มันคืออีกสิ่งเลวร้ายที่คนกระทำลงในชีวิตตน"

ไม่ว่าท่านจะมีปัญหาใด ขอให้ปัญญาที่สว่างสดใสจงอยู่คู่ตัวทุกท่านครับ

Asahi
วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2548