FreshFic

นิทานของชาวเมือง Windia
(โปรดจินตนาการถึงนินทานเสียงเล็กเสียงแหลม ออกแนวด.จ.ร.หน่อยๆ)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแวมไพร์ปีศาจร้ายนามว่า Lord Chaos เป็นผู้ก่อกวนความสงบสุขของชาวเมืองเมือง Windia
ในยามราตรีLord Chaos จะแปลงร่างเป็นค้างคาวฝูงใหญ่ที่บินลงมาส่งเสียงดัง
จับชาวเมืองผู้โชคร้ายกลับไปดูดเลือดกินที่ปราสาทอันแสนน่ากลัว

มันเป็นอย่างนี้มาช้านาน ท่ามกลางความกลัวของประชาชนผู้น่าสงสาร...


แต่แล้ววันหนึ่ง มีอัศวินผู้กล้าหาญจากดินแดนไกลปรากฏกายขึ้น
เขาเป็นอัศวินหนุ่มผู้สวมชุดเกราะสีทอง และมีดาบวิเศษเล่มยาวที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์
เขาควบม้าสีขาวคู่ใจ และนำประชาชนชาว Windia เข้าไปต่อสู้กับปีศาจ Lord Chaos

ท่ามกลางสายฝนและลมแรงจากพลังเวทย์มนตร์ของจอมปีศาจ อัศวินผู้กล้าหาได้ย่อท้อไม่
แต่กลับเป็นแรงพลังให้เขามุ่งรุดหน้าหน้าไปสู่ปราสาทแวมไพร์เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

อัศวินและเหล่าประชาชนผู้กล้าหาญ ต่อสู้กับพวกปีศาจอย่างดุเดือดเป็นเวลายาวนาน
จนท้ายที่สุด จอมปีศาจ Lord Chaos ก็พ่ายแพ้ และได้ตายจากโลกนี้ไป

อัศวินผู้กล้าหาญและประชาชนฉลองความสำเร็จในราตรีต่อมา พวกเขาไม่ต้องเกรงกลัวยามราตรีอีกต่อไปแล้ว

และแล้ววันรุ่งขึ้น อัศวินผู้กล้าก็ได้จากไป

แต่ความกล้าหาญและสิ่งที่เขาได้ช่วยประชาชนชาว Windia ไว้
ยังคงเป็นที่เล่าขานกันอยู่จนปัจจุบัน......

จบ.

------------------------------------------

บันทึกของจอมมาร
(ไม่ต้องจิตนาการเสียงด.จ.ร.แล้วนะครับ เพราะนี่เป็นบันทึกไดอารี่เฉยๆ)

วันที่ 16 มิถุนายน ปีที่ 200

ผมนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบ 200 ปีพอดี ที่ตั้งแต่ผมได้รับอาคมให้มีชีวิตเป็นนิรันตร์จากบรรพบุรุษของผม
ผมไม่ได้ชอบมันหรอก เพราะความกระหายเลือดสดอันไม่มีสิ้นสุดที่ผมไม่สามารถหยุดยั้งมันได้
มันเป็นคำสาป..... ของผู้ที่ฝืนหนทางของพระเจ้า...
และความโง่เขลาของบิดาที่ชุบชีวิตผมกลับมาจากความสงบ
เพียงเพราะกลัวว่าตระกูลจะสิ้นสกุล พวกเขาถึงกับทิ้งให้ผมมีชีวิต "อมตะ" ที่แสน "ทรมาน" นี่มาถึง 200 ปี

วันที่ 17 มิถุนายน ปีที่ 200

ผมเดินไปที่หมู่บ้าน Windia เพื่อขออาหาร และก็ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือผมอย่างทุกที
ตั้งแต่พวกเขาเลิกให้ความช่วยเหลือ... ต่อมาก็เลิกเลี้ยงสัตว์... เอาแต่นำเข้าเนื้อสำเร็จรูป เพื่อที่จะขับไล่ผม
ผมก็ต้องหาเลือดจากชาวเมืองนี่แหละ... มันไม่ใช่ความผิดของผมนี่นา... ไม่งั้นจะให้ผมไปหาจากไหนกันล่ะ

ทั้งๆที่เมื่อ 100 กว่าปีก่อนหน้านี้ พวกเรายังอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ
เพราะเรื่องของผมได้รับความเห็นใจ
พวกเขาทั้งให้อาหาร และมอบที่หลบซ่อนจากแสงอาทิตย์แก่ผม.....
ถึงจะมีคำสาปที่แสนชัง แต่ก็ช่างเป็นวันเวลาที่มีสุข

เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปและลูกหลานเข้ามาแทนที่ผู้คนก่อนหน้า.....
ผมก็ถูกพลักไล่ออกมาจากตัวเมืองไกลขึ้น... ไกลขึ้น...
จนผมต้องมาอยู่ในปราสาทร้างอันหนาวเหน็บนี่เพียงผู้เดียว

..............

ทำไมผมถึงนึกเรื่องงี่เง่าพวกนี้ขึ้นมานะ? ช่างเป็นเรื่องเศร้าที่น่าหัวร่อจริงๆ

วันที่ 18 มิถุนายน ปีที่ 200

มีอัศวินที่อยากได้ชื่อเสียงจากการช่วยประชานชนกำลังจะมาไล่ผมไป
ทำไมพวกเขาถึงได้ลงทุนลงแรงมากมายนักนะ

พวกเขาลุยฝนเพื่อที่จะมาขับไล่ผมด้วยซ้ำ ทำไมเขาถึงได้เกลียดชังผมกันขนาดนั้นนะ
ช่างเถอะ..... พอเขียนไดอารี่วันนี้จบ ผมจะลงไปคุยกับพวกเขาดีๆแล้วกัน

ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องล่ะก็... ผมคง........ จะต้องไปจากที่นี่จริงๆ

..............

ผมเอง ก็เหนื่อยมามากพอแล้วล่ะ... 200 ปีที่ช่างว่างเปล่าและไร้สาระนี่

ไดอารี่สิ้นสุดลงในวันนี้

------------------------------------------

เรื่องเล่าของอัศวิน
(โปรดจินตนาการเสียงคนกำลังเมาแล้วหลุดปาก)

โอ้ยยย ไอ้เรื่องนั่นหน่ะเร้อ... มันต้างยี่สิบสามสิบปีมาแล้วนาาา...
มาๆ ข้าจะเล่าให้เอ็งทั้งหลายฟัง *เอิ้ก*

ก็ไอ้ครั้งที่ข้ากำลังแอบแวบหนีงานนั่นหน่ะดิ..... ข้าก็เลยไปเที่ยวทางเหนือซะหน่อยยย
อย่างน้อยข้าก็ต้องฆ่าเวลาให้มันดูเหมือนข้าไปธุระนานหน่อย จะได้ได้บำเหน็จเยอะเย๊อะ~!

แล้วข้าก็ไปซะถึงตั้งเมืองวินเดียแหนะ *เอิ้ก* เออ..... ก็ต้องขี่ม้าไปตั้ง 2 วันนั่นแหละ
แล้วพอพวกชาวบ้านเห็นอัดซาวินหน่า...
โหยแกเอ้ยยย กรูเข้ามารุมข้าอย่างกับขอทานมาขอขนมปังเลยแหนะ
บ้านนอกสุดๆเลยใช่ปะล่า..... บ้านนอกนะเว้ย~ แต่สาวๆเนี่ยนะปั๋งๆทั้งน้านนน...
พูดแล้วคิดถึงเลยหว่ะ

พวกมันขอให้ข้าช่วยปราบปีศาจให้มันหน่อย...
ปีศาจบ้านพวกมันแหนะ ตอนนั้นมันจะถึงปีศักราชกษัตริย์พระองค์ใหม่แล้วหน่าาา
แม้งยังเชื่อพวกผีๆสางๆอยู่ด้ายยย..... แม้งบ้าาาาาา *เอิ้ก*
ข้าเห็นว่าสาวๆขอร้องหรอก เลยว่าจะไปพิสูจน์ผีพร้อมกับชาวบ้านให้เห็นกะตาข้าเหมือนกัน

ขาไปพิสูจน์ผีนะเว้ย... โครตซวยเลยหว่ะ ฝนเนี่ยกระหน่ำโครม.....
ข้าล่ะเซ็ง ว่าจะกลับแล้วเชียว แต่ข้าอยากเห็นผีเว้ย เลยวิ่งกันแทบแย่.....
เพราะแถวนั้นแม้งไม่มีต้นไม้ซักต้น เมืองประสาอะไรม่ายรุ.....
ไม่รักแผ่นดินแล้วตัดไม้ทำลายป่า

พอไปถึงบ้านผีสิงที่ว่านะเว้ย ข้าแทบช๊อกเลยแหนะ!..... ไม่ใช่ผีนะเว้ย
แต่แม้งบ้านเป็นปราสาทเลยหว่ะ!
แถมอาคารเนี้ยะ... ฝุ่นเอย ตะไคร่เอย แมลงเอย... ยี้ ข้าละขนลุก โสฯสุดๆล่ะแก *เอิ้ก*
แล้วก็นะเว้ย... ก็มีคนผิวซีดๆเดินลงมาบันได ข้าก็เลยเล่นด้วยซะเลย เพราะข้าก็รู้ว่าไม่ใช่ผี

ข้าก็ควักดาบออกมาชี้หน้ามัน สวดบ้าๆบอๆให้เหมือนกับสวดมนต์... คือเล่นด้วยหน่ะแล๊ะ~
แล้วข้าก็ตะโกนลั่นเลยว่า "ตายซะเถอะ เจ้าผีร้าย!!" มาดเนี่ยอย่างเท่ห์สาดเลยพวกเอ็งเอ๊ย~

แล้วไอ้หมอนั่นมันนะเว้ย... พวกเอ็งต้องไม่เชื่อข้าแน่ๆเลยหว่ะ
มันหยิบดาบข้าแล้วเสียบเข้าอกมันเองเลย!..... เฮ้ย ไม่ได้โม้นะเว้ย
ก็แม่งก็ตายสิวะ! คนนะเว้ยไม่ใช่แมว..... ข้าเนี่ยอึ้งไปเลย
แต่นะเว้ย ชาวบ้านดีใจกันใหญ่เลยหว่ะ! ข้าล่ะงงสุดๆ.....
สงสัยคงเป็นคนที่ชาวบ้านไม่ค่อยชอบหน้ากันเท่าไหร่

แต่ช่างมันเถอะ เพราะตั้งหลายสิบปีแล้ว ไม่เห็นมีใครมาลากตัวข้าไปข้อหาฆ่าคนเลย
แถมชาวบ้านยังจัดงานเลี้ยงให้ข้าอีกด้วยนะเว้ย..... เฮ้ย ไม่ได้โม้จริงจิ๊ง! *เอิ้ก*

------------------------------------------

Free Talk :
- และแล้วก็ได้เขียนเรื่องเล่าทำนองคู่ขนานแบบนี้อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ค่อยพอใจกับความรวบรัดของเรื่อง "ผมที่ไม่มีตา และเธอผู้ไม่มีเสียง"
- นี่เป็นฟิคสด ระหว่างฝึกงาน =*=

Asahi
ลงวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2548

แก้ไข : คำสะกดผิด และจัดเรียบเรียงตัวหนังสือใหม่ให้พอดี blog


edit @ 2005/04/29 11:10:51

แม้จะเป็นในวันหยุดที่มีแต่เสียงเด็กวัยเดียวกับผมวิ่งเล่นซนกัน แต่เพราะสายตาที่ขาดหายไปจึงไม่อาจร่วมเล่นสนุกด้วยกันได้
ผมจึงทำได้เพียงแต่เฝ้าที่ม้านั่งเก่าๆแล้วฟังเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานเหล่านั้น
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมหงอยเหงาเลย เพราะผมจะมีเธอผู้จะมานั่งข้างๆกับผมเสมอ
เธอผู้ไม่สามารถไปไหนในวันหยุดเหมือนกับผมเพียงเพราะพวกเราไม่เพรียบพร้อมเหมือนคนอื่น เธอผู้ไม่สามารถเปล่งเสียงอะไรได้
แม้จะลำบากแต่พวกเราก็คุยกันได้เรื่อยๆ คงเพราะว่าผมชอบเธอคนนั้นเข้าซะแล้ว

ผมก็เลยอยากจะลองข้ามสิ่งนั้นไป ผมจึงลองปลูกดอกไม้ต้นเล็กๆ เพราะกลิ่นดอกไม้ของมันช่างไพเราะเหมือนเสียงนกร้องในยามเช้า
เพื่อเป็นสัญญาความเป็นเพื่อนกันของพวกเรา... ตลอดไป

.......

วันนี้คงเป็นวันพิเศษบางอย่าง เพราะเธอมาอวดการเป่าลมลู่ไปกับใบไม้ใบเล็กๆที่ไม่สามารถใช้เป่าให้มีเสียงแหลมได้
แต่แม้จะไม่ไพเราะเริดหรู แต่เธอก็ได้แสดงความพยายามที่จะตอบรับไมตรีจากผมแล้ว... และนั่นล่ะ คือสิ่งที่สำคัญ


แม้จะเป็นในวันหยุดที่มีแต่เด็กวัยเดียวกับฉันวิ่งเล่นซนกันไปมา แต่เพราะสัมผัสที่ขาดหายไปจึงไม่อาจร่วมเล่นสนุกด้วยกันได้
ฉันจึงทำได้เพียงแต่เฝ้าที่ม้านั่งเก่าๆแล้วมองภาพที่เปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานเหล่านั้น
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันหงอยเหงาเลย เพราะฉันจะมีเขาผู้จะมานั่งข้างๆกับฉันเสมอ
เขาผู้ไม่สามารถไปไหนในวันหยุดเหมือนกับฉันเพียงเพราะพวกเราไม่เพรียบพร้อมเหมือนคนอื่น เขาผู้ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้
แม้จะลำบากแต่พวกเราก็คุยกันได้เรื่อยๆ คงเพราะว่าฉันชอบเขาคนนั้นเข้าซะแล้ว

ฉันก็เลยอยากจะลองข้ามสิ่งนั้นไป ฉันจึงลองเป่าใบไม้ในสวนเล็กๆ เพราะกลิ่นใบไม้ของมันช่างสวยงามเหมือนแสงตะวันในยามเย็น
เพื่อเป็นสัญญาความเป็นเพื่อนกันของพวกเรา... ตลอดไป

.......

วันนี้คงเป็นวันพิเศษบางอย่าง เพราะเขามาอวดดอกกุหลาบสีแดงเปื้อนดินต้นเล็กๆที่ไม่สามารถใช้ปักประดับแจกันได้
แต่แม้จะไม่งดงามเริดหรู แต่เขาก็ได้แสดงความพยายามที่จะตอบรับไมตรีจากฉันแล้ว... และนั่นล่ะ คือสิ่งที่สำคัญ

---------------------------

FreeTalk :
- ฟิกชั่นสั้นกุดดีจริงๆ แรงดลใจมาจากสารคดีบ้านเด็กกำพร้าที่รวมเด็กๆที่พ่อแม่ทิ้งเพราะลูกไม่สมประกอบที่พึ่งปิด TV ไปเมื่อครู่ ทำให้จู่ๆก็ไฟติดแต่งฟิกสดนี้ได้...
- ฟิคนี้แต่งขึ้นมาในวันวาเลนทรอยซะด้วย -3-

Asahi
ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548

ที่นี่ที่ไหนกันนะ....

หนังตาที่หนักอึ้งทั้งสอง ไม่ยอมเผยให้ผมเห็นถึงสิ่งรอบข้างในขณะนี้
ประสาทหูของผมยังทำงานปกติดี แม้ว่าตอนนี้ตัวผมจะไม่ขยับแม้แต่น้อย


สายฝนที่สาดซัดลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังอึกทึกของฝูงคนที่ตื่นตระหนกแทรกผ่านเสียงสายฝนเข้ามา
ผมกำลังนอนหงายอยู่บนพื้น ดวงตายังคงปฏิเสธคำสั่งจากผมอยู่ และแขนทั้งสองข้างก็ทรยศผมเหมือนกัน
จะอะไรก็ช่าง ขณะนี้ผมรู้สึกบางอย่างในร่างกาย และค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆภายในเวลาไม่กี่อึดใจ



เจ็บ....



ผมเจ็บที่กลางหลังอย่างรุนแรง แต่ริมฝีปากไม่ยอมให้ผมคายความเจ็บปวดนั้นออกไปเป็นถ้อยคำแม้แต่น้อย
เสียงรถพยาบาลที่แล่นใกล้เข้ามา แม้จะไม่ช่วยให้ความเจ็บปวดทางร่างกายของผมลดลงแต่ก็ช่วยให้ผมสบายใจขึ้นมาก


มีคนเข้ามาช่วยพยุงผมขึ้นจากพื้น พวกเขาคงต้องการความเร็วในการเคลื่อนย้าย จึงไม่ทันคิดว่าเขากำลังยกผู้ป่วยผิดท่า
นั่นทำให้แผลช้ำที่กลางหลังของผมรุนแรงยิ่งขึ้น จนผมรู้สึกได้ว่าเลือดกำลังไหลออกจากร่างกายของผมอย่างรวดเร็ว


พวกเขาวางผมลงบนเตียง ฝนที่สาดลงมาอย่างน่ารำคาญทำให้ตัวผมเปียกปอนและแทบจะกลบเสียงรอบข้างทิ้งอย่างสิ้นเชิง
ผมจำได้ว่าได้ยินเสียงคุณพ่อและเพื่อนบ้านก่อนที่ประตูรถพยาบาลจะปิดลง
แต่เพราะความสับสน-อลหม่านที่ต่างฝ่ายต่างก็แย่งพูด จึงทำให้ไม่มีใครรู้ว่าใครพูดอะไรเลย


รถพยาบาลเปิดไซเรนเสียงดัง ด้านหลังรถพยาบาลไม่มีใครนอกจากผมคนเดียวที่กำลังนอนอย่างเจ็บปวดอยู่บนเตียงรถเข็น
เข็มขัดรัดที่ตัวผมไว้กับเตียง ทำให้แผลที่หัวเข่าขวาของผมโดนบีบหนักขึ้นกว่าเดิม ผมเจ็บมาก และรู้ว่าเลือดของผมกำลังไหล
แต่กระนั้นผมก็ไม่สามารถส่งปฏิกิริยาย้อนกลับออกไปภายนอกได้เลย ผมกลายเป็นผู้รับสารอยู่ฝ่ายเดียว


แต่ละนาทีแห่งความเจ็บปวดบนรถพยาบาล ไม่อาจเทียบได้กับแต่ละวินาทีบนเตียงรถเข็นจากประตูโรงพยาบาลไปที่ห้องฉุกเฉิน
สายฝนรุนแรงถูกป้องกันโดยอาคารของโรงพยาบาลที่มีแต่กลิ่นยาเดิมๆตั้งแต่สมัยที่ผมมาเยี่ยมคุณแม่ที่เคยเข้ารักษา
ผมรู้จักที่นี่ดี เพราะเป็นที่ที่ผมเห็นรอยยิ้มครั้งสุดท้ายของคุณแม่ ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ


อุปกรณ์สัพเพเหระต่างๆจัดเตรียมอย่างเร่งด่วนในห้องฉุกเฉินนั้น
แต่กลับมีเครื่องมือแพทย์เพียงชิ้นเดียวที่นำมาใช้ตรวจร่างกายผม กลมๆ เย็นๆ สัมผัสที่หน้าอกฝั่งซ้าย
เครื่องฟังเสียงหัวใจ?


"เวลาเท่าไหร่"
"ผู้ตายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุครับ"
"งั้นผมขอแจ้งเวลาตอนนี้นะ เวลา......."


ผมนึกออกแล้ว
ที่ผมขยับตัวไมได้เลยนี่ เป็นเพราะผมตายแล้วนี่เอง
ผมกระโดดลงจากคอนโดสิบชั้นกว่าที่ผมอาศัยอยู่



ทำไม?



ผมนึกสาเหตุไม่ออก หรือนี่ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งของชีวิตคนหลังความตายมาเยือน
ถ้าอย่างนั้น ทำไมความเจ็บปวดที่แทบจะคลั่งนี่ถึงไม่ยอมหยุดลงซักที


กระดูกหัวเข่าที่เสียดแทงออกมาจากเบ้า
แผ่นหลังที่งอกลับไป 45 องศา
ข้อศอกที่แตกแหลกละเอียด
และอะไรซักอย่างที่ไหลย้อยออกมาจากภายในท้องของผม
เจ็บจริงๆ ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องแบกความเจ็บปวดนี้อีกนานเท่าไหร่


การรักษา ไม่สิ เรียกว่าการตรวจสภาพดีกว่า
การตรวจสภาพตัวผมจบลงภายในไม่กี่นาที
จะเอาอะไรอีกล่ะ ก็ผู้ป่วยตายแล้วนี่นา


ผมได้ยินเสียงทุบกระจกประตูห้องฉุกเฉินที่ผมนอนอยู่ และเสียงของใครซักคนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย
ท่าทางเขาคงทรมานน่าดู แต่ช่างมันเถอะ ผมนอนแผ่คาความเจ็บปวดแสนรันทดนี่อยู่เป็นชั่วโมงแล้ว
จะมีเสียงน่ารำคาญอีกซักหน่อยคงไม่เท่าไหร่หรอก
สิ่งสำคัญที่สุด คือผมจะทำยังไงกับสภาพนี้ดี


วันแล้ววันเล่าผ่านไป เสียงภายนอกต่างๆยังคงชัดเจนเหมือนเดิม และผมยังคงรู้สึกถึงทุกสิ่งภายนอกอย่างชัดเจน
ผมยังคงรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่วันนั้น แต่ผมไม่สามารถตอบอะไรกลับไปได้เลยแม้แต่น้อย
เสียงของญาติมิตรที่มาหาร่ำไห้ เสียงของผู้คนที่ครหา เสียงฝีเท้าของคนที่เดินผ่านไปมา เสียงของแมลงที่เล็ดลอดเข้ามาในโลง
และความเจ็บปวดต่างๆตามร่างกายอันสุดทนที่กลายเป็นความรู้สึกในชีวิตประจำวัน


และแล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง
ผมค่อยๆสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่านเข้ามาในโลงที่ผมกำลังนอนอยู่
ทุกอย่างจะจบลงภายในไม่กี่นาทีต่อจากนี้



ร้อน



ร้อน



ร้อน



ร้อน

จบ.


Free Talk:
- งานนี้เป็นฟิคสดของผมอีกแล้ว คือเขียน พิมพ์ โพส ม้วนเดียวจบไม่มีตกแต่งเพิ่มเติม ตูมเสร็จรวดเดียวไม่มีดอง
- ฟิคนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น่าสลดเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ที่มีครอบครัวไกด์นำเที่ยวฆ่าตัวตายหมู่ทั้งครอบครัว โดยกรอกยาพิษให้ลูก 3 คนก่อนที่คู่สามีภรรยาจะกระโดดตึกตาย
- สิ่งที่อยากสื่อมาในที่นี้คือ "ความตายไม่ใช่ทางออก แต่มันคืออีกสิ่งเลวร้ายที่คนกระทำลงในชีวิตตน"

ไม่ว่าท่านจะมีปัญหาใด ขอให้ปัญญาที่สว่างสดใสจงอยู่คู่ตัวทุกท่านครับ

Asahi
วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2548