Diary

วันนี้เป็นวันเปิดม่านของ Blog บ้านดองเค็มที่น่าปลื้มใจนี้

หลังจากที่ผมแต่งฟิคสดเรื่อง "Stone Cage : กรงขังกรวดหิน" เสร็จเมื่อตอนกลางวัน แล้วไปดูกระทู้ของท่าน Zionic ที่เอ่ยอ้างอิงถึง exteenblog ที่นี่ ผมก็ตัดสินใจว่า สมัครเถอะ!!
ส่วน Stone Cage ไว้จะ update อีกทีครับ

ที่ exteenblog นี้ผมลองจิ้มฟังก์ชั่นต่างๆเล่นบ้างแล้ว พบว่ายังใช้ไม่ค่อยเป็นไม่ค่อยคล่องซักเท่าไหร่ แต่ไม่เป็นไร น่าจะใช้ได้พอคล่องบ้างเร็วๆนี้

ปล. คำสั่ง ctrl+z (undo) ของที่นี่ไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่เลยนะ T_T

ส่วน Link/Favorite ของท่านอื่นๆ...
ไว้แล้วจะติดต่อแลก blog กันทีหลังแล้วกัน... จะได้มีผู้คนเข้ามาอ่านที่นี่บ้าง

......
มาถึงตรงนี้ ท่านที่อ่านอาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่า "เอ๊ะ? เอะอะอะไรก็ (ไว้ทีหลังๆ)"
ฮะฮะฮะ แน่ล่ะครับ... ก็เนี่ย ผมกำลังพิมพ์จากสถานที่ฝึกงานอยู่เนี่ย O_o! ฉะนั้นถ้าไม่เร่งด่วนควรก็ต้องเป็นทีหลังใช่มั้ยล่า XD

อาดิออส!

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวานตอนดึกแล้ว ผมเลยไม่ได้เขียนลง blog ตั้งแต่เมื่อวาน... แต่นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจนคำที่จะพูดจริงๆ

เมื่อวานผมช่วยงานคุณแม่ทำCAI ให้เขาส่งทางมหาลัยของเขา.... ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่สั่งมาตั้งแต่ต้นปี นี่มันเมษาฯแล้ว งานก็ยังไม่กระดิกไปไหนเลย... จริงๆแล้วแทบจะไม่ได้เริ่มทำเลยด้วยซ้ำ แล้วพรุ่งนี้ก็เป็นวันกำหนด dateline

แต่ผมก็ช่วยเขาทำงานนะ

เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วเหมือนกัน และงาน CAI ครั้งก่อนก็รอดไปได้อย่างฉิวเฉียว..... ส่วนครั้งนี้ฉิวเฉียดอย่างที่สุด เพราะมันเสร็จตอนประมาณ 02.00A.M. ของวันนี้ซึ่งคุณแม่จะใช้ส่งตอนซัก 09.00 A.M.

งานครั้งนี้คุณแม่แทบไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจาก copy มาจากtext ของฝรั่ง บางอย่างก็เป็น power point ที่มีลิขสิทธิ์และมีกฏหมายรับรองด้วย..... ตัวหนังสือแจ้งเตือนขนาดชัดเจน และผมก็ทักท้วงเหมือนกัน

"copy งานมีลิขสิทธิ์ของคนอื่นมาใช้ส่งเป็นของตัวเองมันจะดีเหรอ?" ผมถาม

"ทำไมล่ะ? คนอื่นๆเขาก็ทำกัน" คุณแม่ท่านตอบโดยไม่คิดอะไรเป็นพิเศษ

ก็ใช่นะ คนอื่นๆเขาก็ทำกัน... แล้วทำไมต้องทำแย่ๆตามคนอื่นๆกันล่ะ?.......... มันเป็นคำพูดที่จุกอยู่ที่คอของผม ผมจึงเลี่ยงคำถามนั้นไป โดยพึ่งตระหนักไว้ว่า "ท่านเป็นแม่ของเรา"

ระหว่างที่ช่วยกันทำงาน ผมทะเลาะเรื่องงานนี้กับท่านหลายครั้ง... ยิ่งทะเลาะท่านก็ยิ่งโมโหเป็นฝืนเป็นไฟ ผมก็โมโหที่ท่านไม่เข้าใจไม่รู้สึก

สุดท้าย เมื่อความกดดันเข้าสู่ขีดสุด..... ผมจึงหยุดคำพูดของตนเองลง แล้วกล่าวออกไปทั้งๆที่ขัดแย้งกับความรู้สึกอย่างสิ้นเชิงว่า.....

"ขอโทษครับ......"

"ดี..." คุณแม่ตอบห้วนๆเพราะอารมณ์ไม่ดีในขณะนั้น

----------------

ผมก้มหน้าก้มตาช่วยทำงานของท่านต่อไป โดยบังคับให้ริมฝีปากของตนเองติดกันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา

เพราะถ้ามันเปิดออกมา งานจะไม่เดินไปไหน... หนำซ้ำยังจะทำให้ทั้งสองคนทะเลาะกันอีกนาน อาจจะไม่ได้นอนกันไปเลยก็ได้

ผมทำตามที่ท่านบอกทุกกระเบียดนิ้ว เสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์บ้างพอประมาณ..... ผมลบชื่อผู้จัดทำและเครดิตต่างๆออกจากpower point ทั้งหมด..... พิมพ์งานจาก text ของคนอื่นโดยไม่เอ่ยบ่น

ในที่สุด คุณแม่ก็อารมณ์เย็นลงพอ ท่านก็หัวเราะเมื่อเห็นผมทำอะไรเปิ่นๆ

ผมยิ้มแล้วหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติจนน่ากลัว........

น่ากลัวมากๆ...... เพราะความรู้สึกขณะนั้น ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้วอยู่เลย

ถ้าคุณแม่จับตัวผม ท่านอาจจะรู้ได้ว่ามีอะไรบางอย่างทำให้ตัวลูกร้อนจนผิดปกติ.....

เพราะความโกรธและแรงกดดันของผมยังคงเด่นชัดอยู่ในทุกฝีก้าวที่งานของคุณแม่เคลื่อนไหว

----------------

งานของคุณแม่เสร็จลงเวลาตีสองโดยประมาณ ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงที่อยู่ข้างๆคอมพิวเตอร์ แล้วท่านก็เอ่ยชม

"เก่งมากจ้ะลูก นี่ถ้าไม่ได้ลูกนี่แม่แย่เลยนะเนี่ย..... ถ้าจ้างคนข้างนอกนะเป็นหมื่น เดี๋ยวแม่หยิบเงินค่าจ้างให้เลยอ่ะ"

ผมยิ้ม ยกมือไหว้พลางกล่าวคำขอบคุณเมื่อท่านหยิบค่าแรงให้ตามสัญญา


เหตการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผมครุ่นคิดต่อ แล้วจะปิดไฟในห้องไปนานแล้ว

เพราะผมไม่โต้แย้งโต้เถียง ทุกอย่างจึงจบลงอย่างราบรื่นอย่างนี้

แต่มันจะดีแล้วหรือ?

ผมปล่อยให้คุณแม่ทำผิด อย่างที่ "คนอื่นๆ" ของท่านเขาทำผิดงั้นหรือ?

ผมละเลยทั้งๆที่รู้ dateline การส่ง CAI ของคุณแม่ เรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้นงั้นหรือ?

แล้วถ้ามีคนจับได้เรื่องที่คุณแม่ทำ บางทีท่านเดือดร้อนใหญ่โตงั้นหรือ?

แต่เพราะผมทำโดยไม่เถียงอะไร งานจึงเสร็จลุล่วงไปโดยดีและผมก็ได้ค่าจ้างตอบแทน?

Win-win situation...... ทั้งสองฝ่ายต่างมีความสุข?

ผมทำโดยไม่โต้แย้ง ทั้งๆที่ผมเป็นคนชอบการ์ตูนที่ต่อต้านไพเรทและการขายแฟนซับ แต่กลายเป็นว่าพอทีเรื่องซีเรียสที่เป็นงานเป็นการ กลับไม่ต่อต้านอะไร?

ผมรู้สึกละอาย และไม่ค่อยแน่ใจว่าทำไม.....

so, I'd like to ask you all.....

what is right, what is wrong?....

หลังจากที่ฝึกงานมาประมาณ 2 สัปดาห์... การฝึกงานของผมก็กระดึ๊บๆไปอย่างล่องลอย

มีงานทำบ้าง... ไม่มีงานทำบ้าง...
มีงานโหมกระหน่ำเดือดดาลบ้าง... ว่างพอที่จะกางเต้นนอนกลางวันบ้าง...

วันเวลาผ่านไปเสมือนหนึ่งว่ามานั่งเล่นในที่ฝึกงานซะมากกว่ามาทำงานก็ว่าได้

และแล้วก็ถึงคราวภาคสนาม

ผมกำลังจะไปช่วยงานที่ไซท์ที่ระยอง (ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเรียกว่าไซท์?)

โดยงานที่ผมจะไปฝึกส่วนใหญ่คือตามเก็บส่วนที่เกี่ยวกับเอกสารเอาซะมาก เช่น รวบรวมบิลใบกำกับภาษี, การหักภาษี ณ ที่จ่าย, ฯลฯ ไม่ให้เกินวงเงินสดย่อย
(เงินสดย่อย คือ วงเงินที่บริษัทให้หน่วยงานถือเก็บไว้ใช้จ่ายได้ทันที เมื่อวงเงินต่ำลงหรือมีแนวโน้มว่าจะหมด ผมจะต้องรีบนำเรื่องให้ทางบริษัทโอนเงินมาเพิ่มให้เพียงพอ)

ตอนแรกผมเกือบจะได้ไป 1 เดือนเต็ม... แต่ผมบอก(อ้าง)บอสว่าพอครึ่งเดือนแล้วผมจะต้องกลับมาเตรียมเรื่องการลงทะเบียนเรียนหนังสือต่อ จึงย่นเวลาไปเหลือ 2 สัปดาห์ แล้วกลับมาทำต่อที่บริษัททีหลัง

ผมคุยกับพี่ที่เคยไปทำงานที่ไซท์แล้ว ถามเขาว่าที่นั่นเป็นยังไงบ้าง? สถานที่กินสถานที่นอนล่ะ? ถนนเป็นยังไง ยางมะตอยหรือลูกรัง?

คำตอบที่ได้รับน่าภาคภูมิใจ.....

  • แดดแรงมาก ให้หาเสื้อแขนยาวไปถ้ากลัวดำ
  • ที่นอนก็ยุงเยอะหน่อยนะ
  • ร้านอาหารไม่ไกล แค่ขับรถออกไปนอกไซท์ประมาณ 15 นาที
  • ถนนไม่ใช่ยางมะตอย ไม่ใช่ลูกรัง มันเป็นดินแดงจ่ะ

แดดแรงไม่กลัว ที่นอนพอสู้ๆได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่... แต่จะกินข้าวทีต้องขับรถไปเอง ถนนดินแดง

ออกเดินทางวันอังคารสัปดาห์หน้า ส่วนวันเสาร์-จันทร์ผมต้องไปเยี่ยมพี่สาวที่บุรีรัมย์.... แต่เพราะผมไม่ค่อยมีเสื้อผ้าเสื้อลำลองไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะใส่ชุดนิสิตกางเกงสแลก ไม่มีปัญหาอะไรนอกจากซ่อมรองเท้านานๆที

ผมเลยเริ่มเป็นห่วงเรื่องเสื้อผ้าครั้งแรกในรอบ 3 ปี..... แถมกรรมเจ้าขา ที่ผมกำลังใส่กางเกงยีนตัวสุดท้ายในล๊อตก่อนจะนำไปซักอีกต่างหาก (พรุ่งนี้จะเดินทาง)

เพราะผมไม่ได้ไปเข้าค่าย หรือไปค้างแรมที่ไหนนานเกิน 3 วันมานานมาแล้ว..... ตอนสงกรานต์ที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้ไปไหนเพราะอยู่บ้านทำความสะอาด ลดความเสี่ยงที่จะซวยจากอุบัติบนท้องถนนอย่างทุกที

เคยมีปีนึงที่คุณพ่อผมผวามากๆ เพราะสงกรานต์ในปีนั้นผมกำลังลองขับรถครั้ง 2-3 ในซอยที่ผมอาศัยอยู่ เร่งทีก็พุ่ง เบรกทีก็กึ่กขับก็ส่ายไปส่ายมาเล็กน้อยอย่างที่มือใหม่ขับกัน

ถนนว่างมาก มีเพียงรถที่ผมขับ กับมอเตอร์ไซค์ที่กำลังจะสวนมาเท่านั้น

หากแต่เพิ่มเด็กสเปรดเข้ามาอีกตัวนึง.............

เด็กที่ว่านั่นยืนถือสายยางเล่นน้ำอยู่ฝั่งที่ผมกำลังขับรถเล่นอยู่ พอเห็นมอเตอร์ไซค์ก็ดีใจ

วิ่งออกมากลางเลนที่ผมกำลังขับอยู่!

ผมขับเบี่ยง มันก็ยังหันหลังให้รถผมแล้วเดินออกมาเรื่อยๆ ผมก็เบี่ยงหนีออกไปอีก

จำได้ว่าตอนนั้นคุณพ่อโวยวายลั่นในรถเลย แต่ผมจำไม่ได้ว่าว่าอะไรบ้าง

.......

ผมคิดว่าจังหวะนั้น คนขี่มอเตอร์ไซค์ก็คงกลัวโดนฉีดน้ำนะ... แต่เขาคงกลัวรถที่ผมกำลังขับพุ่งไปหาเขามากกว่า

แล้วผมก็ขับผ่านไอ้เด็กสเปรดนั่นไปทั้งๆที่จมูกมันเกือบไถกับข้างประตูฝั่งที่คุณพ่อกำลังนั่ง..... ผมขับต่อไป คุณพ่อหันไปมองว่าขับเหยียบเท้าเด็กรึเปล่า

เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร จึงหันกลับมาบ้องกบาลผมอย่างจัง!
"แตรรถหน่ะลูก! เขามีไว้ให้กด!!"

ตั้งแต่นั้นมาผมจึงจำเรื่องบีบแตรเวลาขับรถได้ดี......................... ในระดับหนึ่งนะ

---------------------

ทำไมเขียนไปเขียนมาถึงได้มาเข้าเรื่องสงกรานต์ซะแล้วเนี่ย??

ช่างเถอะ.... มาถึงตอนนี้ผมกำลังคิดว่า

อืม... บางทีวันนี้ผมอาจจะต้องไปหาซื้อเสื้อราคาเยาว์แถวบ้าน ปั่นเครื่องแล้วตากเลยทิ้งไว้ 3 วันค่อยกลับในตอนเย็นในวันจันทร์

.......... ฉุกละหุกน่าดู น่าจะมีเวลาอีกซักวันนะ จะได้ไม่มีปัญหาอะไร :(

คิดไปคิดมาเลยมาจุกอยู่ที่ว่า

"แล้วทำไมก่อนหน้านี้แกไม่เตรียมให้เรียบร้อยฟะ?... กร๊วก" q(*= =)p

อา... จริงด้วย กล้วยทอด กอดหมอนข้าง สว่างไสว.....

"It's all your(my) fault!! you fool little thook!!"

(fool little thook เป็นคำพูดที่ไม่เมอรี่ก็พิพินในเรื่อง Lord of the Ring จะโดนด่า... ซึ่งมีประโยคนี้โผล่ครบทั้งสามภาค)

เอาล่ะ... สู้ๆ..........