2005/May/03

หลายร้อยปีแล้ว ที่พวกเราโบยบินไปในราตรี มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ล่าเหยื่อวันละครั้ง โดยชำแหละอกเอาหัวใจพวกมันออกมาสดๆแล้วสูบกินวิญญาณ

อาหารที่พวกเรากินส่วนใหญ่มักจะเป็นมนุษย์... พวกเราไม่ได้พิศวาสอะไรกับวิญญาณของมนุษย์หรอก วิญญาณพวกมันมักจะมีกลิ่นเหม็นคาวด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าทำไม แต่มันก็อิ่มดี ดีกว่าที่จะต้องกินวิญญาณสัตว์ขนาดใหญ่ 2-3 ตัวเพื่อที่จะอิ่มได้เท่านี้

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การกินวิญญาณมนุษย์เป็นเรื่องน่าสนใจ จริงๆแล้วอาจจะเป็นการสู้กลับก็ได้ เมื่อพวกเราออกล่าสัตว์สี่เท้า เราจะแยกกันล่าตามลำพังได้สบายๆ
แต่กับมนุษย์มันไม่ใช่ พวกเราต้องวางแผนแล้วร่วมมือกันล่า และบางครั้งก็มีพวกที่ถึงกับล้มตายด้วยซ้ำ

เมื่อก่อนนี้พวกมนุษย์ก็หนีบ้าง สู้บ้าง เหมือนกับสัตว์อื่นๆ
แต่พวกมันฉลาด
พวกมนุษย์มันรวมตัวกันแล้วสร้างอาวุธแปลกๆเพื่อต่อสู้กับพวกเรา อาศัยจำนวนที่มากกว่าแล้วออกล่าพวกเรากลับ

พวกมันต้อนเรากลับมาที่หุบเขาเพื่อหวังจะกำจัดพวกเราให้สิ้นในบ้านของเราเอง และตบท้ายด้วยการระเบิดหุบเขาของเราทิ้งไป

ตอนแรกๆก็รู้สึกแปลกหรอก ก็อาหารตั้งเยอะแยะป้วนเปี้ยนไปมาให้เห็นเต็มไปหมดแต่กินไม่ได้เนี่ย แต่เดี๋ยวนี้ชักชินแล้วล่ะ เพราะผมได้ทำงานอยู่ร้านขายเนื้อสัตว์กับมนุษย์คนนึง ก็เลยมีวิญญาณสัตว์กินอิ่มหมีพีมันทุกวัน

จะว่าไปมันก็แปลก ตอนที่เจ้าหมอนั่นมาเจอผมตอนที่กำลังฉีกทึ้งสัตว์สี่ขาตามถนนกิน มันสงสารผมแล้วชวนผมมาอยู่ด้วย ทั้งที่เมืองก่อนๆหน้านี้เวลาผมถูกจับได้จะต้องรีบหนี เพราะถ้าฆ่าพวกมันก็จะยิ่งเรื่องมากขึ้นไปอีก เปลืองอาหารโดยใช้เรื่อง
ผมจึงอยู่ที่เมืองนี้ในฐานะ "มนุษย์ที่สูญเสียความทรงจำ" ตามที่พวกมันอยากเข้าใจ

เดี๋ยวนี้พวกเราเลยไม่ได้รวมกันอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใครรอดมาจากวันนั้นบ้างก็ไม่รู้
ผมเองก็เข้ามาอาศัยปะปนอยู่กับพวกมนุษย์เพื่อความอยู่รอด เพราะเวลาเก็บปีกกับเขี้ยวเล็บแล้ว พวกเราก็ดูคล้ายๆมนุษย์เหมือนกัน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้วิถีชีวิตของมนุษย์มาพอสมควร
ผมคิดว่าถ้าพวกเราเด็ดวิญญาณสัตว์มากินแล้วเอาเนื้อที่เหลือให้พวกมนุษย์กินต่อ เราจะสามารถลดจำนวนสิ่งมีชีวิตที่ต้องฆ่าเป็นอาหารได้ไม่น้อย
แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าจะทำอย่างนั้นล่ะก็สู้ลดจำนวนมนุษย์ลงจะเข้าท่ากว่าอยู่ดี

ก็ไม่ใช่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอันตรายหรอก แต่พวกมันเผาผลาญทรัพยากรกันอย่างไม่เข้าท่าเอาซะเลย อย่างอาหารที่พวกมันกินก็ต้องใช้ไม้มาเผาฟืนย่างไฟเพื่อให้มีรสชาดถูกใจ เลือกกินแต่เฉพาะส่วนที่อร่อยแล้วละทิ้งส่วนที่ไม่ชอบ วันนึงๆกินกันตั้ง 3-4 ครั้ง แถมพอกินเสร็จก็เอาน้ำเสียเททิ้งลงแม่น้ำอีกต่างหาก

ผมเลยตระหนักชัดดีว่าวิญญาณของมนุษย์ถึงรสชาดจะไม่น่าโสภา แต่ก็ควรค่าจะจับกิน
แต่คงเพราะความอ่อนแอของผมเองล่ะ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงแค่ความคิดที่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นการกระทำเสียที

แต่ผมคิดว่ามนุษย์เองก็มีข้อดีเหมือนกัน อาหารที่พวกมันกินกันเป็นสัตว์ที่พวกมันเลี้ยงกันเอง พืชก็ปลูกกันเอง ไม่กระทบกับธรรมชาติซักเท่าไหร่ พออยู่ว่างๆก็จะเอาหนังสัตว์มาพันเป็นลูกกลมๆ แล้วมาเล่นกันหลายๆคนบนทุ่งหญ้า ใช้เท้าเตะไปมาให้เข้ากล่องไม้ที่วางตะแคงไว้ พอตกเย็นก็จะมารวมตัวกันที่ร้านเหล้าเพื่อนพูดคุยกันสนุกสนาน แล้วก็เอาไม้ด้ามยาวทรงแปลกๆที่ขึงเส้นหนัง 5 เส้นที่เรียกว่าเครื่องดนตรีมาดีดมาสีให้มีเสียง บ้างอุ้มแขน บ้างพาดไหล่ บ้างก็ตั้งพื้น แล้วพวกมนุษย์ก็จะเริ่มเต้นไปตามจังหวะเสียง ผมว่ามันน่าขำที่จะทำแบบนั้นนะ เหมือนพยายามสะบัดอะไรซักอย่างออกจากเท้าซะมากกว่า

อยู่มาวันนึง ตอนที่ผมกับพวกมนุษย์มารวมตัวกันที่ร้านเหล้าอย่างที่ทำกันทุกวันหลังตะวันลับฟ้า
เจ้าของร้านมันทักให้ผมลองเต้นโชว์เพราะตั้งแต่ผมมาผมยังไม่เคยเต้นเลย
ตอนแรกผมเองก็ปฏิเสธหรอกนะ แต่พวกมันท้าทายอยู่ได้ ผมเลยสนองซะเลย
แต่ไม่รู้ทำไมกัน ทั้งๆที่ลีลาการเต้นของผมไร้ที่ติแท้ๆ แต่พวกมนุษย์ในร้านต่างพากันหัวเราะเยาะผมซะได้ และวันนั้นเองที่ลูกสาวของเจ้าของร้านเหล้าเข้ามาคุยกันผมครั้งแรก

ชื่อของเธอคือแคลร์ ชื่อของมนุษย์คนที่สองรองจากนายร้านเนื้อที่ผมจำได้ เธอต่างกับมนุษย์ทั่วๆไปที่มักส่งเสียงเอะอะและอยู่เฉยๆไม่เป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆเลยทีเดียว
ผมเริ่มสนิทกับเธอเพราะการเต้นรำของผมไม่เข้ากับจังหวะเสียงเพลง เธอสอนวิธีเต้นรำตามแบบที่พวกมนุษย์เต้นกันให้ผม ซึ่งที่จริงแล้วผมก็ว่าไม่เท่าไหร่หรอก สู้ลีลาการเต้นของผมไม่ได้เลยซักนิดเดียว แต่ทำไมนะ

การเรียนเต้นรำของผมจบลงแล้ว แต่ผมก็ยังคงไปหาเธออยู่บ่อยๆ นายร้านเนื้อก็ไม่ได้ว่าอะไร ออกจะชอบใจด้วยซ้ำ เขาบอกว่าผมมีสีหน้าสดใสขึ้นและก็ทำงานไม่บกพร่องอะไร ที่น่าสังเกตคือเขาชอบมองหน้าผมแล้วยิ้มแปลกๆเวลาเราคุยกันเรื่องนี้ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมในเวลาที่ผมไปหาแคลร์ผมจะพูดเยอะ ทั้งๆที่สมัยอยู่หุบเขาผมแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย

แคลร์กับผมคุยกันได้แทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเด็กซนๆในเมืองจนถึงสถานที่น่าท่องเที่ยวในต่างแดน พอตกเย็น ผมก็เขามาช่วยงานในครัวร้านเหล้าในทุกๆอย่าง นอกจากเรื่องปรุงรสอาหาร เพราะผมไม่รู้ว่ามนุษย์ชอบอาหารรสชาดยังไง วันเวลาเหล่านี้ทำให้ผมจะมีใบหน้าบ่งบอกความสุขที่มนุษย์เรียกกันว่า "ยิ้ม" ด้วยล่ะ

ต่างกับเมื่อก่อนที่ชีวิตของพกเราดำเนินไปวันๆภายใต้กฎระเบียบที่เป็นตรรกะ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุด แต่มองข้ามอะไรบางอย่างที่สวยงามล้ำค่า และสามารถสร้างความสุขให้ผู้คนได้แม้ว่าจะไม่ได้ผลประโยชน์สูงสุดก็ตาม นี่ละมังคือสิ่งที่มนุษย์ได้นิยามไว้หลายร้อยแปดพันเก้าสำหรับความหมายของคำว่า "หัวใจ

เข้าสู่ฤดูหนาว ชาวเมืองออกมาเดินข้างนอกน้อยลง และเริ่มเตรียมงานเทศกาลสำหรับวันสำคัญทางศาสนา ศาสนาคือความเชื่อที่มนุษย์ยึดถือกันเพื่อเป็นแนวทางเดินในเวลายากลำบาก เป็นสิ่งที่ไม่เป็นตรรกะเอาเสียเลย แต่เป็นสิ่งที่ดีเพื่อเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข
ผู้คนตกแต่งเครื่องประดับกันตามบ้านเรือน จุดเตาผิงกันจนเช้าเพื่อเลี่ยงความหนาวเย็น และเตรียมต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆไว้กลางเมือง ผมคิดว่าเทศกาลนี้เป็นขวัญกำลังใจที่ดีสำหรับฤดูหนาวที่โหดร้ายนี้

ผมยังคงฝ่าหิมะไปหาแคลร์อยู่เรื่อยๆ อากาศที่เย็นลงอย่างชัดเจนทำให้แคลร์และหลายๆคนในเมืองเริ่มไม่สบาย คุณพ่อของแคลร์เองก็ยุ่งอยู่กับเรื่องเหล้าสุราที่เป็นสิ่งจำเป็นต่ออากาศเช่นนี้ และจำนวนไม้ฟืนที่มีจำกัด เพราะชาวฟืนที่ออกไปตัดไม้ไม่กลับมาสามคนแล้ว และพบศพหนึ่งในสามที่ถูกสัตว์ป่าล่ากิน ผู้คนเริ่มใจเสียเพราะแม้จะมีคลังไม้อยู่แต่หากไม่มีการเก็บฟืนเติมไม้เรื่อยๆก็ไม่อาจจะพูดได้ว่ามีเสบียงฟืนเหลือพอใช้ได้อย่างปลอดภัย

ท้ายที่สุดจึงมีการจัดกลุ่มนายพรานเพื่อออกไปล่าสัตว์ที่เป็นปัญหานี้ นายร้านเนื้อเองก็ไป ผมเองก็เลยอาสาไปด้วย พวกเราอาสาสมัครทั้ง 5 คนห่มเสื้อคลุมที่หนาเทอะทะ พกปืนเหล็กยาวคนละกระบอก กับเหล้าคนละขวด แล้วเข้าป่าไปทั้งที่มีหิมะตกอยู่พรำๆ

พวกเราออกค้นหาตามสถานที่ที่น่าจะมีสัตว์ร้ายอยู่แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าทำให้พวกเราตัดสินใจเดินทางกลับ และแล้วในจังหวะนั้นเองที่พวกเราถูกจู่โจม

นายพรานคนแรกถูกพี่น้องของผมบินพุ่งเรียดพื้นมาจากด้านหลังใช้กรงเล็บตะปบเข้าที่สะโพกเพื่อไม่ให้หนี เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

นายร้านเนื้อกับพรานอีกสองคนรีบชักปืนเหล็กยาวออกมา ขณะที่ผมกำลังตะลึกตกใจกับสิ่งที่พบอย่างคาดไม่ถึง

จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ก็นี่เป็นวิธีล่าเหยื่อแบบมาตรฐานที่ผมไม่ได้ใช้มาเกือบปีแล้ว แถมครั้งนี้ผมต้องมาอยู่ในมุมมองของเหยื่ออีกต่างหาก

พวกที่เหลือแม้จะระดมยิงกันสามคนแต่ก็ยังไม่โดนเป้า เพราะอาการสั่นจากความหนาวเย็นที่ที่ทุกคนทนมาหลายชั่วโมง และในขณะที่เหยื่อกำลังสนใจนักล่าตนแรกอยู่ นักล่าตนที่สองก็เข้าจู่โจม ตรงตามมาตรฐานไม่มีผิดเพี้ยน

นายพรานคนที่สองถูกเสียบทะลุกลางอก ก่อนที่ผู้ล่าจะควักหัวใจออกมาสูบวิญญาณกินโดยไม่สนใจใยดีด้วยความหิวโหย นายร้านเนื้อจึงยิงโดนระยะประชิด แม้ว่าจะเข้าเป้าแต่เขาก็ถูกผู้ล่าอีกตนแทงเข้าที่ท้องจนบาดเจ็บสาหัส

ผมลังเลไม่ได้อีกแล้ว

ผมกางกรงเล็บแล้วสยายปีกออก เข้าปะทะเพื่อหยุดพี่น้องของผมทั้งสอง ผมไม่อยากจะสู้เลย ทั้งสองฝ่ายต่างมีความสำคัญกับผม แต่เมื่อพวกเขาไม่ยอมเข้าใจเหตุผล แล้วผมจะทำอย่างไรดี

การต่อสู้จบลง ผมจบชีวิตพวกพ้องที่ผมตามหามานานนม ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ นายพรานสองคนที่ยังไม่ตายหนีกลับกันไปแล้ว
ผมตรงไปหานายร้านเนื้อที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่บนหิมะ ร่างกายของเขาเย็นเฉียบและหายใจติดขัด

เขากำลังจะตาย และผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด
ผมต้องพาเขาไปหาหมอ และจะช้าไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

ผมอุ้มเขาแล้วบินกลับเมืองทันที แม้จะหนักใจเรื่องการเผยตัวจริงให้ผู้คนรู้เรื่องนี้ก็ตามที

ผมบินเข้ามาทางหน้าต่างชั้นสองของคลินิกประจำเมืองโดยไม่สนใจว่าใครจะเอะอะตกใจกลัวผมอยู่ข้างนอกนั่น
คุณหมอเองถึงจะตกใจกับร่างจริงของผม แต่ก็ยังคงคุมสติพอที่จะเข้าช่วยเหลือคนไข้ได้
ทว่ามันสายเกินไปแล้ว นายร้านเนื้อเสียชีวิตลงในคืนแห่งวันศักดิ์สิทธิ์ที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยมานานที่ชื่อว่า


"Christmas"


นายใหญ่นัดว่าวันนี้จะเอาไก่ตัวเกือบเท่าหมูมากินกัน จริงๆแล้วผมกินไปก็ไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายของผมหรอก แต่พ่อครัวทุกคนจะมีความสุขเมื่อผมทานแล้วชมว่าอร่อย
เราจะไปจัดงานเลี้ยงที่ร้านเหล้ากัน ซึ่งมันก็มีงานเลี้ยงอย่างย่อมๆอยู่ประจำทุกวันนั่นแหละ
แล้วผมก็จะแวบขึ้นไปคุยเล่นกับแคลร์ที่ระเบียงชั้นสองอย่างทุกที แล้วลงมาหาอะไรทานกันเมื่อหิวกันได้ที่

เสียงอึกทึกจากชั้นล่างปลุกผมกลับมาสู่ความจริง ผมตัดสินใจว่าจะค่อยๆลงไปข้างล่าง แล้วอธิบายเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น นายพรานอีกสองคนที่หนีกลับมาก่อนจะต้องสนับสนุนผมแน่ แต่เพียงชั่วพริบตาที่ผมหันหน้าไปทางประตู คุณหมอก็หยิบปืนออกมาจากลิ้นชักแล้วเหนี่ยวไกยิงผมโดยไม่สนว่าผมเป็นผู้ที่มาส่งผู้ป่วยก่อนที่นายใหญ่จะสิ้นใจ

ความเจ็บปวดทำให้ผมโกรธและผลักคุณหมอเข้าชนที่ตู้ยาจนมันล้มระเนระนาด ผมบินหนีออกไปทางหน้าต่างบานเดิม

ผมร่อนลงบนหลังคาของโบสถ์ แผลจากกระสุนโลหะเงินที่สูงเหนือหัวใจเพียงครึ่งนิ้วทำให้ผมปวดแสบปวดร้อนและเริ่มหน้ามืดตาลาย

ผมพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แทบจะกรีดร้องดิ้นทุรนทุราย พยายามคิดถึงคิดที่ควรจะทำต่อไปให้ขณะที่เสียงผู้คนข้างล่างเริ่มดังเข้ามาใกล้


ได้โปรดเถิด หยุดเสียงฝีเท้าพวกนั้นที
ได้โปรดเถิด หยุดเสียงสาปแช่งด่าทอนนั้นที
ได้โปรดเถิด หยุดตามล่าผมที
ทั้งที่พวกเราเคยมีความสุขด้วยกันขนาดนั้นแท้ๆ
ทั้งที่พวกเราเคยหัวเราะด้วยกันแท้ๆ
สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรเลยหรือ เพียงเพราะตัวตนของผมไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนต้องการ

พวกมนุษย์นี่มันเหมือนกันหมดทุกคนนั่นแหละ!!

ร่างกายที่สั่นเทาของผม ไม่ใช่เพราะบาดแผล หรือหิมะที่กำลังตกในขณะนั้น

ผมหายใจเข้าออกอย่างรุนแรง เพื่อคายความร้อนในร่างกายออกไปในอากาศที่เย็นยะเยือกนั้น

มือที่เปียกปอนทั้งสองข้างของผมค่อยๆดันตัวให้ผมลุกขึ้นอย่างช้าๆ

ผมลืมตาขึ้นมองมองไปรอบๆจากมุมจัตุรัสประจำเมือง

ผมได้สังหารมนุษย์ลงหมดทุกคนที่อยู่ในรัศมีสายตาของผม ในชั่วพริบตาที่ผมขาดสติ

ไม่เว้นแม้แต่แคลร์ที่วิ่งหนีเมื่อเห็นตัวตนของผม

แต่แล้ว ผมก็พึ่งฉุดคิดอะไรที่สำคัญมากขึ้นมาได้

ไม่ใช่คนในหมู่บ้านหรอก ที่ไม่อาจยอมรับในตัวตนของผม

ผมเองต่างหากที่หลงลืมตัวตนที่แท้จริงของตนแล้วปล่อยให้ผู้คนเห็น

และเมื่อผู้คนไม่ยอมรับมันอย่างที่ปฏิบัติมาร่วมหลายร้อยปี

ผมเองต่างหากที่ไม่ยอมรับว่าพวกเขาจะเกลียดชังผู้ที่พรากชีวิตพวกพ้องของเขามาเป็นเวลาช้านานอย่างพวกผม

ผมล้มลงนั่งกับพื้น หัวเราะให้กับความโง่เขลาของตนเอง แม้ว่าความเจ็บปวดของบาดแผลเตือนถึงความอันตรายของมัน แต่ผมก็ปฏิเสธที่จะดูดกินไอวิญญาณที่ล่องลอยอยู่เกลื่อนเมือง

ผมหลับตาลงหลังพิงต้นไม้ต้นใหญ่ที่ประดับอย่างสวยงามที่จัตุรัสนั้น และนั่นก็คือสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ ก่อนที่สติของผมจะเลือนหายไป

จบบริบูรณ์.

เนื้อเรื่องโดย : Asahi
เริ่มแต่ง ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2547 พิมพ์เสร็จสิ้นในวันที่ 13 มกราคม 2548
แต่งขึ้นในโอกาส "เทศกาลฟิคชั่นเนื่องในวันคริสมาสและปีใหม่" ของ Pocket school


Free Talk - สารภาพบาป :

- Fiction นี้นอกจากจะหยาบแล้วยังเผาอีกต่างหาก เพราะกำหนดเส้นตายไว้วันที่ 15 ม.ค. และตั้งใจว่าจะส่งภายในวันที่ 14 อย่างเลต(ไม่ค่อยต่างกันหรอกลุง) และสุดท้ายก็ Just-in-time จริง เพราะ post ส่งล่อเอากันเที่ยงคืนวันที่ 14 ม.ค. ฮือๆๆ จะให้เร็วกว่านี้ซักชั่วโมงก็ไม่ได้ X'(

- จริงๆแล้ว EVIL:LIVE นี่เป็นฟิคชั่นเร่งด่วนมาก(และถือเป็นฟิกขนาดสั้นที่ใช้เวลาเขียนน้อยที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาด้วย) เพราะพอสอบ Midterm เสร็จ เจ้าฟิคต้นเรื่อง "My Heart" อันเป็นเรื่องรักใสๆห่างไกลความเลวร้าย ที่คาดว่าจะนำมาส่งจริงๆ กลับจนอัดมุขติดมุขไม่ไหล และไม่มีทีท่าจะร่างโครงเรื่องเสร็จภายในกำหนด อย่างหนึ่งคงเพราะช่วงนั้นเกมที่ออกคืออะไร? Doom 3, Half-Life 2, Battle of Middle-earth เงี้ยะ ไปๆมาๆก็เลยออกอาการ "Build อารมณ์ไม่ขึ้น" ในหัวมีแต่การรบ-รา ฆ่า-ลัน ฟัน-แทง = =" ผมเลยจัดการพับเก็บ แล้วจัดแจงแต่งฟิคที่มีตัวละครดำเนินเป็นปีศาจขึ้นมาในตอนที่ "มีอารมณ์ Build" ภายใต้เนื้อหาว่า "ความคิดที่เป็นตรรกะ กับความคิดเพื่อความสุข" แต่ก็เพราะเป็นฟิคเร่งด่วนนี่แหละ สุดท้ายก็เลยบานปลาย ใช้เวลานานและยืดเยื้อ แถมไม่ตรงประเด็นอีกต่างหาก เอาไว้ทำเรื่อง "My Heart" มาแก้ตัวแล้วกัน (ช่างเป็นข้ออ้างที่แย่มากเลยโรบิ้น)

- ที่มาของชื่อเรื่อง EVIL : LIVE... คือต้องการจะเล่นคำศัพท์ผวนหน่ะ สื่อในทำนองว่าการที่มนุษย์มีชีวิตอยู่นั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายหรือเปล่า... ซึ่งชื่อดั้งเดิมของเรื่องนี้เลยคือ "a LIVE of EVIL" แต่อุแหม่... มันต้องเป็น "a LIFE of EVIL" ต่างหาก... เลยเปลี่ยนเป็นชื่อปกติปัจจุบันซะเลย

- เอาล่ะ การสรรคำที่นำมาใช้อาจจะไม่ได้เรื่อง แต่มุขที่หยอดลงไปนั้นผมค่อนข้างพอใจทีเดียว อย่างเช่นการที่ตัวเอกจะใช้คำศัพท์ดูหมิ่นมนุษย์ในตอนแรกๆ แต่พอเริ่มรู้จักกับมนุษย์ก็เริ่มสุภาพขึ้น เพราะสมัยตอนอยู่หุบเขา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นกฎระเบียบแบบแผน และเป็นชนชั้นทหาร จึงไม่ค่อยมีการสื่อสารกับอย่างเป็นมิตรนัก นอกจากเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม

บทละครที่ถูกตัดออก :

- ว่าจะให้คุณแม่ของแคลร์ตั้งครรภ์น้องขึ้นมาอีกคน เพื่อให้ปีศาจตัวเอกสงสัยการสืบพันธุ์ของมนุษย์ แล้วบรรยายการผสมพันธุ์ของปีศาจที่อลังการตามที่ plot มาว่า

การที่ปีศาจจะสืบพันธุ์ จะต้องเป็นไปตามคำบัญชาของผู้อาวุโส ปีศาจเพศผู้และปีศาจเพศเมียที่ได้รับเลือก จะต้องมาที่ลานผาของหุบเขาในวันพระจันทร์เต็มดวง เอามือประสานกันสองคนในขณะที่หลับตาลง ไอพลังจากปีศาจทั้งสองจะมารวมกันในอ้อมแขนของปีศาจทั้งสองตน แล้วค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นตัวปีศาจเล็กๆ ซึ่งระหว่างพิธีกรรมจนกว่าจะจบปีศาจทั้งสองจะเจ็บปวดมากแทบแดดิ้น แล้วเพศที่มีพลังแกร่งกว่าหรืออาวุโสกว่า ก็จะทำให้ปีศาจที่เกิดใหม่เป็นเพศนั้นๆ

- เมื่อปีศาจ 3 ตัวที่เจอในป่า(แต่ตัดออกเหลือ 2 ตัว)ไม่สามารถล้มตัวเอกลงได้ โดยจะทะเลาะกับเจ้าตัวใหญ่สุดเรื่อง "ทำไมต้องช่วยเหลือมนุษย์ ที่ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรให้ได้?" ก่อนจะหนีไปแล้วมาแว้งกลับมากัดในวันขึ้นปีใหม่ โดยใช้แคลร์เป็นเครื่องมือ เพราะแคลร์เองก็มีเชื้อสายปีศาจจากฝั่งทางแม่ และเมื่อโดนปีศาจที่อาวุโสกว่าควบคุมจิตใจ สุดท้ายก็เลือกไม่ได้นอกจากฆ่าหล่อนทิ้ง(ยังไงๆก็ต้องตายสินะ เศร้าเนอะ) แต่เพราะหาทางยุติเหตุการณ์นี้ดีๆไม่ได้ ก็เลยตัดออกเสียเลย และฆ่าตัดตอนตัวเอกเพิ่มเข้าไปอีกตัว กรรม

เนื้อเรื่องที่กล่าวมา ไม่เกี่ยวกับสถานที่, บุคคล, องค์กรที่มีอยู่จริง เนื้อเรื่องนี้ได้รับการแต่งและถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

Copyrights © Asahi

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home