2005/Apr/29

ที่นี่ที่ไหนกันนะ....

หนังตาที่หนักอึ้งทั้งสอง ไม่ยอมเผยให้ผมเห็นถึงสิ่งรอบข้างในขณะนี้
ประสาทหูของผมยังทำงานปกติดี แม้ว่าตอนนี้ตัวผมจะไม่ขยับแม้แต่น้อย


สายฝนที่สาดซัดลงมาจากท้องฟ้า เสียงดังอึกทึกของฝูงคนที่ตื่นตระหนกแทรกผ่านเสียงสายฝนเข้ามา
ผมกำลังนอนหงายอยู่บนพื้น ดวงตายังคงปฏิเสธคำสั่งจากผมอยู่ และแขนทั้งสองข้างก็ทรยศผมเหมือนกัน
จะอะไรก็ช่าง ขณะนี้ผมรู้สึกบางอย่างในร่างกาย และค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆภายในเวลาไม่กี่อึดใจ



เจ็บ....



ผมเจ็บที่กลางหลังอย่างรุนแรง แต่ริมฝีปากไม่ยอมให้ผมคายความเจ็บปวดนั้นออกไปเป็นถ้อยคำแม้แต่น้อย
เสียงรถพยาบาลที่แล่นใกล้เข้ามา แม้จะไม่ช่วยให้ความเจ็บปวดทางร่างกายของผมลดลงแต่ก็ช่วยให้ผมสบายใจขึ้นมาก


มีคนเข้ามาช่วยพยุงผมขึ้นจากพื้น พวกเขาคงต้องการความเร็วในการเคลื่อนย้าย จึงไม่ทันคิดว่าเขากำลังยกผู้ป่วยผิดท่า
นั่นทำให้แผลช้ำที่กลางหลังของผมรุนแรงยิ่งขึ้น จนผมรู้สึกได้ว่าเลือดกำลังไหลออกจากร่างกายของผมอย่างรวดเร็ว


พวกเขาวางผมลงบนเตียง ฝนที่สาดลงมาอย่างน่ารำคาญทำให้ตัวผมเปียกปอนและแทบจะกลบเสียงรอบข้างทิ้งอย่างสิ้นเชิง
ผมจำได้ว่าได้ยินเสียงคุณพ่อและเพื่อนบ้านก่อนที่ประตูรถพยาบาลจะปิดลง
แต่เพราะความสับสน-อลหม่านที่ต่างฝ่ายต่างก็แย่งพูด จึงทำให้ไม่มีใครรู้ว่าใครพูดอะไรเลย


รถพยาบาลเปิดไซเรนเสียงดัง ด้านหลังรถพยาบาลไม่มีใครนอกจากผมคนเดียวที่กำลังนอนอย่างเจ็บปวดอยู่บนเตียงรถเข็น
เข็มขัดรัดที่ตัวผมไว้กับเตียง ทำให้แผลที่หัวเข่าขวาของผมโดนบีบหนักขึ้นกว่าเดิม ผมเจ็บมาก และรู้ว่าเลือดของผมกำลังไหล
แต่กระนั้นผมก็ไม่สามารถส่งปฏิกิริยาย้อนกลับออกไปภายนอกได้เลย ผมกลายเป็นผู้รับสารอยู่ฝ่ายเดียว


แต่ละนาทีแห่งความเจ็บปวดบนรถพยาบาล ไม่อาจเทียบได้กับแต่ละวินาทีบนเตียงรถเข็นจากประตูโรงพยาบาลไปที่ห้องฉุกเฉิน
สายฝนรุนแรงถูกป้องกันโดยอาคารของโรงพยาบาลที่มีแต่กลิ่นยาเดิมๆตั้งแต่สมัยที่ผมมาเยี่ยมคุณแม่ที่เคยเข้ารักษา
ผมรู้จักที่นี่ดี เพราะเป็นที่ที่ผมเห็นรอยยิ้มครั้งสุดท้ายของคุณแม่ ก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ


อุปกรณ์สัพเพเหระต่างๆจัดเตรียมอย่างเร่งด่วนในห้องฉุกเฉินนั้น
แต่กลับมีเครื่องมือแพทย์เพียงชิ้นเดียวที่นำมาใช้ตรวจร่างกายผม กลมๆ เย็นๆ สัมผัสที่หน้าอกฝั่งซ้าย
เครื่องฟังเสียงหัวใจ?


"เวลาเท่าไหร่"
"ผู้ตายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุครับ"
"งั้นผมขอแจ้งเวลาตอนนี้นะ เวลา......."


ผมนึกออกแล้ว
ที่ผมขยับตัวไมได้เลยนี่ เป็นเพราะผมตายแล้วนี่เอง
ผมกระโดดลงจากคอนโดสิบชั้นกว่าที่ผมอาศัยอยู่



ทำไม?



ผมนึกสาเหตุไม่ออก หรือนี่ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งของชีวิตคนหลังความตายมาเยือน
ถ้าอย่างนั้น ทำไมความเจ็บปวดที่แทบจะคลั่งนี่ถึงไม่ยอมหยุดลงซักที


กระดูกหัวเข่าที่เสียดแทงออกมาจากเบ้า
แผ่นหลังที่งอกลับไป 45 องศา
ข้อศอกที่แตกแหลกละเอียด
และอะไรซักอย่างที่ไหลย้อยออกมาจากภายในท้องของผม
เจ็บจริงๆ ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องแบกความเจ็บปวดนี้อีกนานเท่าไหร่


การรักษา ไม่สิ เรียกว่าการตรวจสภาพดีกว่า
การตรวจสภาพตัวผมจบลงภายในไม่กี่นาที
จะเอาอะไรอีกล่ะ ก็ผู้ป่วยตายแล้วนี่นา


ผมได้ยินเสียงทุบกระจกประตูห้องฉุกเฉินที่ผมนอนอยู่ และเสียงของใครซักคนที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย
ท่าทางเขาคงทรมานน่าดู แต่ช่างมันเถอะ ผมนอนแผ่คาความเจ็บปวดแสนรันทดนี่อยู่เป็นชั่วโมงแล้ว
จะมีเสียงน่ารำคาญอีกซักหน่อยคงไม่เท่าไหร่หรอก
สิ่งสำคัญที่สุด คือผมจะทำยังไงกับสภาพนี้ดี


วันแล้ววันเล่าผ่านไป เสียงภายนอกต่างๆยังคงชัดเจนเหมือนเดิม และผมยังคงรู้สึกถึงทุกสิ่งภายนอกอย่างชัดเจน
ผมยังคงรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่วันนั้น แต่ผมไม่สามารถตอบอะไรกลับไปได้เลยแม้แต่น้อย
เสียงของญาติมิตรที่มาหาร่ำไห้ เสียงของผู้คนที่ครหา เสียงฝีเท้าของคนที่เดินผ่านไปมา เสียงของแมลงที่เล็ดลอดเข้ามาในโลง
และความเจ็บปวดต่างๆตามร่างกายอันสุดทนที่กลายเป็นความรู้สึกในชีวิตประจำวัน


และแล้ววันที่ผมรอคอยก็มาถึง
ผมค่อยๆสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่านเข้ามาในโลงที่ผมกำลังนอนอยู่
ทุกอย่างจะจบลงภายในไม่กี่นาทีต่อจากนี้



ร้อน



ร้อน



ร้อน



ร้อน

จบ.


Free Talk:
- งานนี้เป็นฟิคสดของผมอีกแล้ว คือเขียน พิมพ์ โพส ม้วนเดียวจบไม่มีตกแต่งเพิ่มเติม ตูมเสร็จรวดเดียวไม่มีดอง
- ฟิคนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น่าสลดเมื่อ 2-3 วันที่แล้ว ที่มีครอบครัวไกด์นำเที่ยวฆ่าตัวตายหมู่ทั้งครอบครัว โดยกรอกยาพิษให้ลูก 3 คนก่อนที่คู่สามีภรรยาจะกระโดดตึกตาย
- สิ่งที่อยากสื่อมาในที่นี้คือ "ความตายไม่ใช่ทางออก แต่มันคืออีกสิ่งเลวร้ายที่คนกระทำลงในชีวิตตน"

ไม่ว่าท่านจะมีปัญหาใด ขอให้ปัญญาที่สว่างสดใสจงอยู่คู่ตัวทุกท่านครับ

Asahi
วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2548
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

<< Home