2005/May/03

หลายๆท่านคงจะได้ยินเรื่อง Fansub กันมาบ้างหรืออาจจะไม่เคยได้ยินมาบ้าง ผมจะแจงให้ฟังเข้าใจง่ายๆนะครับ...

Fansub
คือกลุ่มคนที่ตั้งทีมขึ้นมาตั้งหน้าตั้งตาแปลการ์ตูนที่ตนชอบแล้วออกแจกจ่ายทาง internet ภายใต้เงื่อนไขว่า "ไม่ผิดลิขสิทธิ์ในประเทศ" เพื่อเป็นการ preview การ์ตูนเรื่องนั้นๆจนกว่าในประเทศนั้นจะได้รับลิขสิทธิ์และทางกลุ่มผู้ทำจะหยุดทำ Fansub ไป...ซึ่งจริงๆแล้วก็ถือเป็นการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเหมือนกัน

ตัวอย่าง : โดราเอมอนยังไม่มีลิขสิทธิ์เข้าในประเทศ A... แต่กลุ่ม Fansub เห็นว่าการ์ตูนเรื่องนี้มีเนื้อหาดี, สอนใจ, น่าติดตาม, ฯลฯ จึงติดตามโหลด Raw ทาง internet เพื่อนำมาทำ Fansub แจกจ่ายฟรี ภายในประเทศ จนกว่าประเทศนั้นๆจะรับลิขสิทธิ์โดราเอมอนมาก็จะปิดตัวโปรเจคนั้นกันไป

!! สิ่งที่น่าสนใจ !! :

  1. การ์ตูนเรื่องนั้นยังไม่มีลิขสิทธิ์ในประเทศนั้นๆ
  2. แจกจ่ายฟรี
  3. ปิดโปรเจคการ์ตูนเรื่องนั้นๆลง เมื่อการ์ตูนเรื่องนั้นได้รับลิขสิทธิ์ในประเทศนั้นๆ

----------------------------

ฟังมาถึงนี้ ท่านอาจจะคิดว่า "อืม... ดีเน๊อะ ลงแรงทำมาแล้วแจกให้คนอื่นฟรีๆ"

คนไทยใจดีแบบนี้ก็มีด้วย! Fansub ในประเทศไทยเราก็มีครับ หลายกลุ่มทีเดียว
น่าชื่นใจว่ามีคนกล้าทำอะไรแบบนี้ด้วย

ลงแรงทำมาแล้วแจกให้คนอื่นฟรี น่ายกย่องมากในฐานะที่ผมเองก็เป็นผู้ติดตาม Fansub จากที่ต่างๆอย่างเหนียวแน่น... ในเมื่อทำฟรี แจกฟรี ปิดตัวเมื่อมีลิขสิทธิ์มา ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่นา?

ผมขอพูดติดตลกที่ขำไม่ออกว่า

"อย่าลืมว่าที่นี่ประเทศไทย...."

มีกลุ่มคนอีกกลุ่ม ผมขอเรียกเหมารวมกันว่า "ไพเรท" ที่ทำ Fansub มา แต่ไม่ได้แจกจ่ายฟรีๆ หากแต่ทำเป็นธุรกิจค้าขายหากำไร

ซึ่งเมื่อทำเป็นธุรกิจแสวงหากำไร ทางกฎหมายถือว่า "ผิดกฏหมาย" ครับ

แน่นอนว่าทำกันอย่างลับๆ แต่เป็นที่รู้จักกันในไทยอย่างที่ปกติอื่นๆก็เป็น...

แต่ ไพเรท กับ Fansub ไม่น่าจะมีปัญหากัน เพราะไฟล์การ์ตูนมีขนาด 175MB. ถึง 230MB. โดยประมาณ ผู้ที่ไม่มี internet ความเร็วสูงหรือไม่อยากเสียเวลาก็ต้องซื้อหาไพเรทถ้าอยากดู

แม้จะผิดกฏหมาย

แล้ว ไพเรท กับ Fansub ก็ได้ฉะกัน... เพราะไพเรทนั้นทะลึ่งนำ Fansub ไปตัดต่อแล้วเอามาทำขายเอง

ตัวอย่าง : ช่วงเพลงเปิด(opening)ของการ์ตูน Fansubจะมีตัวหนังสือเป็นคาราโอเกะพร้อมคำแปล... และมีตัวหนังสือขนาดเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นทำนองว่า "ห้ามขาย ห้ามเช่า ห้ามนำไปใช้ในการค้า" รวมถึงชื่อกลุ่ม Fansub นั้นๆ

แต่ไพเรทตัดส่วนที่ว่าออกเกลี้ยง เพื่อไม่ให้ภาพพจน์ของตนมีด้านลบ

แล้วมันทุเรศไหมครับ? คนอื่นทำมาแจกจ่ายฟรีแล้วตนเองเอามาใช้ในการค้า?

แม้ว่าไพเรทจะไม่ได้ตบเอา Fansub มาทำเสมอไป แต่กล่าวว่า "จ้างทีมงานแปล" มาอีกที เขาไม่ได้ผิด..... จับมือดมไม่มีกลิ่น

"ขี้" ที่หาตัวต้นตอไม่ได้...

!! สิ่งที่น่าสนใจ!! : เพลงเปิด(opening) ตามแผ่นไพเรทบางเจ้าจะไม่มีคาราโอเกะ ในขณะที่เพลงปิด(endding)จะมีคาราโอเกะ... ท่านสังเกตมั้ย?

----------------------------

เมื่อเกิดเรื่องวิพากวิจารณ์ในหัวข้อนี้ ตามกระทู้ที่ผมมีให้ข้างล่างนี้
เมื่อเกิดข้อโต้แย้ง เกิดแรงกดดันเกิน

วันพิพากษา Fansub ไทยก็มาถึงแล้วครับ

เนื่องจากในระยะนี้ มีบุคคลบางกลุ่มได้กระทำการ นำแฟนซับที่พวกเราทำขึ้นเพื่อแจกฟรีไปดัดแปลงออกวางจำหน่ายเพื่อหากำไรส่วนบุคคล ไม่ว่าจะรูปแบบ วีซีดี หรือไฟล์ avi ซึ่งทั้งนี้เองไม่ว่าจะทางพวกเราหรือพวกเขาต่างก็ไม่มีสิทธิ์ในเรื่องนี้ทั้งสิ้น หากแต่ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้นำมาซึ่งความท้อแท้ใจของพวกเราทั้งหมดเป็นอย่างมาก สืบเนื่องจากพวกเรานั้นลงทุนลงแรงกันฟรีๆ หาได้มีกำไรหรือผู้สนับสนุนด้านค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ดังนั้นพวกเราทั้งหมดที่ลงชื่อในที่นี้ ขอประกาศ ดรอปทุกโปรเจคที่ทำอยู่ครับ Siam Fansubs Association


ที่มาในตอนแรก :
http://web.tirkx.net/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=1443

กระแสต่อต้านที่ตามมา เรื่องราวที่บานปลาย :
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A3445540/A3445540.html

คำตอบจากทาง HM ตอนตีหนึ่งวันที่ 30 เมษายน:
http://www.buildboard.com/viewtopic.php?id=357&topic=86937&fx=0&forum=2613&6

คำแถลงใหม่จากทาง HM ตอนสี่ทุ่มสี่สิบนาที ในวันเดียวกัน :
http://www.buildboard.com/viewtopic.php?id=357&topic=85956&forum=2613&0

แถลงการณ์จากสมาพันธ์แฟนซับแห่งประเทศไทย :
http://www.bangrajan-sub.com/web/modules.php?name=News&file=article&sid=12&mode=&order=0&thold=0

ผมขอไว้อาลัยเรื่องราวที่เกิดขึ้น และขอขอบคุณความตั้งใจและความปรารถนาดีของบุคคลเหล่านี้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ถึงแม้ว่าโปรเจคจะจบไปแล้ว ก็ขอให้มิตรภาพในกลุ่มยังคงแน่นแฟ้นเหมือนเดิมนะครับ

2005/May/03

หลายร้อยปีแล้ว ที่พวกเราโบยบินไปในราตรี มีชีวิตอยู่ไปวันๆ ล่าเหยื่อวันละครั้ง โดยชำแหละอกเอาหัวใจพวกมันออกมาสดๆแล้วสูบกินวิญญาณ

อาหารที่พวกเรากินส่วนใหญ่มักจะเป็นมนุษย์... พวกเราไม่ได้พิศวาสอะไรกับวิญญาณของมนุษย์หรอก วิญญาณพวกมันมักจะมีกลิ่นเหม็นคาวด้วยซ้ำ
ไม่รู้ว่าทำไม แต่มันก็อิ่มดี ดีกว่าที่จะต้องกินวิญญาณสัตว์ขนาดใหญ่ 2-3 ตัวเพื่อที่จะอิ่มได้เท่านี้

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การกินวิญญาณมนุษย์เป็นเรื่องน่าสนใจ จริงๆแล้วอาจจะเป็นการสู้กลับก็ได้ เมื่อพวกเราออกล่าสัตว์สี่เท้า เราจะแยกกันล่าตามลำพังได้สบายๆ
แต่กับมนุษย์มันไม่ใช่ พวกเราต้องวางแผนแล้วร่วมมือกันล่า และบางครั้งก็มีพวกที่ถึงกับล้มตายด้วยซ้ำ

เมื่อก่อนนี้พวกมนุษย์ก็หนีบ้าง สู้บ้าง เหมือนกับสัตว์อื่นๆ
แต่พวกมันฉลาด
พวกมนุษย์มันรวมตัวกันแล้วสร้างอาวุธแปลกๆเพื่อต่อสู้กับพวกเรา อาศัยจำนวนที่มากกว่าแล้วออกล่าพวกเรากลับ

พวกมันต้อนเรากลับมาที่หุบเขาเพื่อหวังจะกำจัดพวกเราให้สิ้นในบ้านของเราเอง และตบท้ายด้วยการระเบิดหุบเขาของเราทิ้งไป

ตอนแรกๆก็รู้สึกแปลกหรอก ก็อาหารตั้งเยอะแยะป้วนเปี้ยนไปมาให้เห็นเต็มไปหมดแต่กินไม่ได้เนี่ย แต่เดี๋ยวนี้ชักชินแล้วล่ะ เพราะผมได้ทำงานอยู่ร้านขายเนื้อสัตว์กับมนุษย์คนนึง ก็เลยมีวิญญาณสัตว์กินอิ่มหมีพีมันทุกวัน

จะว่าไปมันก็แปลก ตอนที่เจ้าหมอนั่นมาเจอผมตอนที่กำลังฉีกทึ้งสัตว์สี่ขาตามถนนกิน มันสงสารผมแล้วชวนผมมาอยู่ด้วย ทั้งที่เมืองก่อนๆหน้านี้เวลาผมถูกจับได้จะต้องรีบหนี เพราะถ้าฆ่าพวกมันก็จะยิ่งเรื่องมากขึ้นไปอีก เปลืองอาหารโดยใช้เรื่อง
ผมจึงอยู่ที่เมืองนี้ในฐานะ "มนุษย์ที่สูญเสียความทรงจำ" ตามที่พวกมันอยากเข้าใจ

เดี๋ยวนี้พวกเราเลยไม่ได้รวมกันอยู่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ใครรอดมาจากวันนั้นบ้างก็ไม่รู้
ผมเองก็เข้ามาอาศัยปะปนอยู่กับพวกมนุษย์เพื่อความอยู่รอด เพราะเวลาเก็บปีกกับเขี้ยวเล็บแล้ว พวกเราก็ดูคล้ายๆมนุษย์เหมือนกัน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้เรียนรู้วิถีชีวิตของมนุษย์มาพอสมควร
ผมคิดว่าถ้าพวกเราเด็ดวิญญาณสัตว์มากินแล้วเอาเนื้อที่เหลือให้พวกมนุษย์กินต่อ เราจะสามารถลดจำนวนสิ่งมีชีวิตที่ต้องฆ่าเป็นอาหารได้ไม่น้อย
แต่คิดไปคิดมาแล้วถ้าจะทำอย่างนั้นล่ะก็สู้ลดจำนวนมนุษย์ลงจะเข้าท่ากว่าอยู่ดี

ก็ไม่ใช่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีอันตรายหรอก แต่พวกมันเผาผลาญทรัพยากรกันอย่างไม่เข้าท่าเอาซะเลย อย่างอาหารที่พวกมันกินก็ต้องใช้ไม้มาเผาฟืนย่างไฟเพื่อให้มีรสชาดถูกใจ เลือกกินแต่เฉพาะส่วนที่อร่อยแล้วละทิ้งส่วนที่ไม่ชอบ วันนึงๆกินกันตั้ง 3-4 ครั้ง แถมพอกินเสร็จก็เอาน้ำเสียเททิ้งลงแม่น้ำอีกต่างหาก

ผมเลยตระหนักชัดดีว่าวิญญาณของมนุษย์ถึงรสชาดจะไม่น่าโสภา แต่ก็ควรค่าจะจับกิน
แต่คงเพราะความอ่อนแอของผมเองล่ะ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงแค่ความคิดที่ไม่ได้เปลี่ยนเป็นการกระทำเสียที

แต่ผมคิดว่ามนุษย์เองก็มีข้อดีเหมือนกัน อาหารที่พวกมันกินกันเป็นสัตว์ที่พวกมันเลี้ยงกันเอง พืชก็ปลูกกันเอง ไม่กระทบกับธรรมชาติซักเท่าไหร่ พออยู่ว่างๆก็จะเอาหนังสัตว์มาพันเป็นลูกกลมๆ แล้วมาเล่นกันหลายๆคนบนทุ่งหญ้า ใช้เท้าเตะไปมาให้เข้ากล่องไม้ที่วางตะแคงไว้ พอตกเย็นก็จะมารวมตัวกันที่ร้านเหล้าเพื่อนพูดคุยกันสนุกสนาน แล้วก็เอาไม้ด้ามยาวทรงแปลกๆที่ขึงเส้นหนัง 5 เส้นที่เรียกว่าเครื่องดนตรีมาดีดมาสีให้มีเสียง บ้างอุ้มแขน บ้างพาดไหล่ บ้างก็ตั้งพื้น แล้วพวกมนุษย์ก็จะเริ่มเต้นไปตามจังหวะเสียง ผมว่ามันน่าขำที่จะทำแบบนั้นนะ เหมือนพยายามสะบัดอะไรซักอย่างออกจากเท้าซะมากกว่า

อยู่มาวันนึง ตอนที่ผมกับพวกมนุษย์มารวมตัวกันที่ร้านเหล้าอย่างที่ทำกันทุกวันหลังตะวันลับฟ้า
เจ้าของร้านมันทักให้ผมลองเต้นโชว์เพราะตั้งแต่ผมมาผมยังไม่เคยเต้นเลย
ตอนแรกผมเองก็ปฏิเสธหรอกนะ แต่พวกมันท้าทายอยู่ได้ ผมเลยสนองซะเลย
แต่ไม่รู้ทำไมกัน ทั้งๆที่ลีลาการเต้นของผมไร้ที่ติแท้ๆ แต่พวกมนุษย์ในร้านต่างพากันหัวเราะเยาะผมซะได้ และวันนั้นเองที่ลูกสาวของเจ้าของร้านเหล้าเข้ามาคุยกันผมครั้งแรก

ชื่อของเธอคือแคลร์ ชื่อของมนุษย์คนที่สองรองจากนายร้านเนื้อที่ผมจำได้ เธอต่างกับมนุษย์ทั่วๆไปที่มักส่งเสียงเอะอะและอยู่เฉยๆไม่เป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบมากๆเลยทีเดียว
ผมเริ่มสนิทกับเธอเพราะการเต้นรำของผมไม่เข้ากับจังหวะเสียงเพลง เธอสอนวิธีเต้นรำตามแบบที่พวกมนุษย์เต้นกันให้ผม ซึ่งที่จริงแล้วผมก็ว่าไม่เท่าไหร่หรอก สู้ลีลาการเต้นของผมไม่ได้เลยซักนิดเดียว แต่ทำไมนะ

การเรียนเต้นรำของผมจบลงแล้ว แต่ผมก็ยังคงไปหาเธออยู่บ่อยๆ นายร้านเนื้อก็ไม่ได้ว่าอะไร ออกจะชอบใจด้วยซ้ำ เขาบอกว่าผมมีสีหน้าสดใสขึ้นและก็ทำงานไม่บกพร่องอะไร ที่น่าสังเกตคือเขาชอบมองหน้าผมแล้วยิ้มแปลกๆเวลาเราคุยกันเรื่องนี้ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมในเวลาที่ผมไปหาแคลร์ผมจะพูดเยอะ ทั้งๆที่สมัยอยู่หุบเขาผมแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย

แคลร์กับผมคุยกันได้แทบทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเด็กซนๆในเมืองจนถึงสถานที่น่าท่องเที่ยวในต่างแดน พอตกเย็น ผมก็เขามาช่วยงานในครัวร้านเหล้าในทุกๆอย่าง นอกจากเรื่องปรุงรสอาหาร เพราะผมไม่รู้ว่ามนุษย์ชอบอาหารรสชาดยังไง วันเวลาเหล่านี้ทำให้ผมจะมีใบหน้าบ่งบอกความสุขที่มนุษย์เรียกกันว่า "ยิ้ม" ด้วยล่ะ

ต่างกับเมื่อก่อนที่ชีวิตของพกเราดำเนินไปวันๆภายใต้กฎระเบียบที่เป็นตรรกะ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลเพื่อผลประโยชน์ที่ดีที่สุด แต่มองข้ามอะไรบางอย่างที่สวยงามล้ำค่า และสามารถสร้างความสุขให้ผู้คนได้แม้ว่าจะไม่ได้ผลประโยชน์สูงสุดก็ตาม นี่ละมังคือสิ่งที่มนุษย์ได้นิยามไว้หลายร้อยแปดพันเก้าสำหรับความหมายของคำว่า "หัวใจ

เข้าสู่ฤดูหนาว ชาวเมืองออกมาเดินข้างนอกน้อยลง และเริ่มเตรียมงานเทศกาลสำหรับวันสำคัญทางศาสนา ศาสนาคือความเชื่อที่มนุษย์ยึดถือกันเพื่อเป็นแนวทางเดินในเวลายากลำบาก เป็นสิ่งที่ไม่เป็นตรรกะเอาเสียเลย แต่เป็นสิ่งที่ดีเพื่อเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข
ผู้คนตกแต่งเครื่องประดับกันตามบ้านเรือน จุดเตาผิงกันจนเช้าเพื่อเลี่ยงความหนาวเย็น และเตรียมต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆไว้กลางเมือง ผมคิดว่าเทศกาลนี้เป็นขวัญกำลังใจที่ดีสำหรับฤดูหนาวที่โหดร้ายนี้

ผมยังคงฝ่าหิมะไปหาแคลร์อยู่เรื่อยๆ อากาศที่เย็นลงอย่างชัดเจนทำให้แคลร์และหลายๆคนในเมืองเริ่มไม่สบาย คุณพ่อของแคลร์เองก็ยุ่งอยู่กับเรื่องเหล้าสุราที่เป็นสิ่งจำเป็นต่ออากาศเช่นนี้ และจำนวนไม้ฟืนที่มีจำกัด เพราะชาวฟืนที่ออกไปตัดไม้ไม่กลับมาสามคนแล้ว และพบศพหนึ่งในสามที่ถูกสัตว์ป่าล่ากิน ผู้คนเริ่มใจเสียเพราะแม้จะมีคลังไม้อยู่แต่หากไม่มีการเก็บฟืนเติมไม้เรื่อยๆก็ไม่อาจจะพูดได้ว่ามีเสบียงฟืนเหลือพอใช้ได้อย่างปลอดภัย

ท้ายที่สุดจึงมีการจัดกลุ่มนายพรานเพื่อออกไปล่าสัตว์ที่เป็นปัญหานี้ นายร้านเนื้อเองก็ไป ผมเองก็เลยอาสาไปด้วย พวกเราอาสาสมัครทั้ง 5 คนห่มเสื้อคลุมที่หนาเทอะทะ พกปืนเหล็กยาวคนละกระบอก กับเหล้าคนละขวด แล้วเข้าป่าไปทั้งที่มีหิมะตกอยู่พรำๆ

พวกเราออกค้นหาตามสถานที่ที่น่าจะมีสัตว์ร้ายอยู่แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าทำให้พวกเราตัดสินใจเดินทางกลับ และแล้วในจังหวะนั้นเองที่พวกเราถูกจู่โจม

นายพรานคนแรกถูกพี่น้องของผมบินพุ่งเรียดพื้นมาจากด้านหลังใช้กรงเล็บตะปบเข้าที่สะโพกเพื่อไม่ให้หนี เขาร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

นายร้านเนื้อกับพรานอีกสองคนรีบชักปืนเหล็กยาวออกมา ขณะที่ผมกำลังตะลึกตกใจกับสิ่งที่พบอย่างคาดไม่ถึง

จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง ก็นี่เป็นวิธีล่าเหยื่อแบบมาตรฐานที่ผมไม่ได้ใช้มาเกือบปีแล้ว แถมครั้งนี้ผมต้องมาอยู่ในมุมมองของเหยื่ออีกต่างหาก

พวกที่เหลือแม้จะระดมยิงกันสามคนแต่ก็ยังไม่โดนเป้า เพราะอาการสั่นจากความหนาวเย็นที่ที่ทุกคนทนมาหลายชั่วโมง และในขณะที่เหยื่อกำลังสนใจนักล่าตนแรกอยู่ นักล่าตนที่สองก็เข้าจู่โจม ตรงตามมาตรฐานไม่มีผิดเพี้ยน

นายพรานคนที่สองถูกเสียบทะลุกลางอก ก่อนที่ผู้ล่าจะควักหัวใจออกมาสูบวิญญาณกินโดยไม่สนใจใยดีด้วยความหิวโหย นายร้านเนื้อจึงยิงโดนระยะประชิด แม้ว่าจะเข้าเป้าแต่เขาก็ถูกผู้ล่าอีกตนแทงเข้าที่ท้องจนบาดเจ็บสาหัส

ผมลังเลไม่ได้อีกแล้ว

ผมกางกรงเล็บแล้วสยายปีกออก เข้าปะทะเพื่อหยุดพี่น้องของผมทั้งสอง ผมไม่อยากจะสู้เลย ทั้งสองฝ่ายต่างมีความสำคัญกับผม แต่เมื่อพวกเขาไม่ยอมเข้าใจเหตุผล แล้วผมจะทำอย่างไรดี

การต่อสู้จบลง ผมจบชีวิตพวกพ้องที่ผมตามหามานานนม ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ นายพรานสองคนที่ยังไม่ตายหนีกลับกันไปแล้ว
ผมตรงไปหานายร้านเนื้อที่กำลังนอนบาดเจ็บอยู่บนหิมะ ร่างกายของเขาเย็นเฉียบและหายใจติดขัด

เขากำลังจะตาย และผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด
ผมต้องพาเขาไปหาหมอ และจะช้าไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

ผมอุ้มเขาแล้วบินกลับเมืองทันที แม้จะหนักใจเรื่องการเผยตัวจริงให้ผู้คนรู้เรื่องนี้ก็ตามที

ผมบินเข้ามาทางหน้าต่างชั้นสองของคลินิกประจำเมืองโดยไม่สนใจว่าใครจะเอะอะตกใจกลัวผมอยู่ข้างนอกนั่น
คุณหมอเองถึงจะตกใจกับร่างจริงของผม แต่ก็ยังคงคุมสติพอที่จะเข้าช่วยเหลือคนไข้ได้
ทว่ามันสายเกินไปแล้ว นายร้านเนื้อเสียชีวิตลงในคืนแห่งวันศักดิ์สิทธิ์ที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยมานานที่ชื่อว่า


"Christmas"


นายใหญ่นัดว่าวันนี้จะเอาไก่ตัวเกือบเท่าหมูมากินกัน จริงๆแล้วผมกินไปก็ไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายของผมหรอก แต่พ่อครัวทุกคนจะมีความสุขเมื่อผมทานแล้วชมว่าอร่อย
เราจะไปจัดงานเลี้ยงที่ร้านเหล้ากัน ซึ่งมันก็มีงานเลี้ยงอย่างย่อมๆอยู่ประจำทุกวันนั่นแหละ
แล้วผมก็จะแวบขึ้นไปคุยเล่นกับแคลร์ที่ระเบียงชั้นสองอย่างทุกที แล้วลงมาหาอะไรทานกันเมื่อหิวกันได้ที่

เสียงอึกทึกจากชั้นล่างปลุกผมกลับมาสู่ความจริง ผมตัดสินใจว่าจะค่อยๆลงไปข้างล่าง แล้วอธิบายเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น นายพรานอีกสองคนที่หนีกลับมาก่อนจะต้องสนับสนุนผมแน่ แต่เพียงชั่วพริบตาที่ผมหันหน้าไปทางประตู คุณหมอก็หยิบปืนออกมาจากลิ้นชักแล้วเหนี่ยวไกยิงผมโดยไม่สนว่าผมเป็นผู้ที่มาส่งผู้ป่วยก่อนที่นายใหญ่จะสิ้นใจ

ความเจ็บปวดทำให้ผมโกรธและผลักคุณหมอเข้าชนที่ตู้ยาจนมันล้มระเนระนาด ผมบินหนีออกไปทางหน้าต่างบานเดิม

ผมร่อนลงบนหลังคาของโบสถ์ แผลจากกระสุนโลหะเงินที่สูงเหนือหัวใจเพียงครึ่งนิ้วทำให้ผมปวดแสบปวดร้อนและเริ่มหน้ามืดตาลาย

ผมพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แทบจะกรีดร้องดิ้นทุรนทุราย พยายามคิดถึงคิดที่ควรจะทำต่อไปให้ขณะที่เสียงผู้คนข้างล่างเริ่มดังเข้ามาใกล้


ได้โปรดเถิด หยุดเสียงฝีเท้าพวกนั้นที
ได้โปรดเถิด หยุดเสียงสาปแช่งด่าทอนนั้นที
ได้โปรดเถิด หยุดตามล่าผมที
ทั้งที่พวกเราเคยมีความสุขด้วยกันขนาดนั้นแท้ๆ
ทั้งที่พวกเราเคยหัวเราะด้วยกันแท้ๆ
สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรเลยหรือ เพียงเพราะตัวตนของผมไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนต้องการ

พวกมนุษย์นี่มันเหมือนกันหมดทุกคนนั่นแหละ!!

ร่างกายที่สั่นเทาของผม ไม่ใช่เพราะบาดแผล หรือหิมะที่กำลังตกในขณะนั้น

ผมหายใจเข้าออกอย่างรุนแรง เพื่อคายความร้อนในร่างกายออกไปในอากาศที่เย็นยะเยือกนั้น

มือที่เปียกปอนทั้งสองข้างของผมค่อยๆดันตัวให้ผมลุกขึ้นอย่างช้าๆ

ผมลืมตาขึ้นมองมองไปรอบๆจากมุมจัตุรัสประจำเมือง

ผมได้สังหารมนุษย์ลงหมดทุกคนที่อยู่ในรัศมีสายตาของผม ในชั่วพริบตาที่ผมขาดสติ

ไม่เว้นแม้แต่แคลร์ที่วิ่งหนีเมื่อเห็นตัวตนของผม

แต่แล้ว ผมก็พึ่งฉุดคิดอะไรที่สำคัญมากขึ้นมาได้

ไม่ใช่คนในหมู่บ้านหรอก ที่ไม่อาจยอมรับในตัวตนของผม

ผมเองต่างหากที่หลงลืมตัวตนที่แท้จริงของตนแล้วปล่อยให้ผู้คนเห็น

และเมื่อผู้คนไม่ยอมรับมันอย่างที่ปฏิบัติมาร่วมหลายร้อยปี

ผมเองต่างหากที่ไม่ยอมรับว่าพวกเขาจะเกลียดชังผู้ที่พรากชีวิตพวกพ้องของเขามาเป็นเวลาช้านานอย่างพวกผม

ผมล้มลงนั่งกับพื้น หัวเราะให้กับความโง่เขลาของตนเอง แม้ว่าความเจ็บปวดของบาดแผลเตือนถึงความอันตรายของมัน แต่ผมก็ปฏิเสธที่จะดูดกินไอวิญญาณที่ล่องลอยอยู่เกลื่อนเมือง

ผมหลับตาลงหลังพิงต้นไม้ต้นใหญ่ที่ประดับอย่างสวยงามที่จัตุรัสนั้น และนั่นก็คือสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ ก่อนที่สติของผมจะเลือนหายไป

จบบริบูรณ์.

เนื้อเรื่องโดย : Asahi
เริ่มแต่ง ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2547 พิมพ์เสร็จสิ้นในวันที่ 13 มกราคม 2548
แต่งขึ้นในโอกาส "เทศกาลฟิคชั่นเนื่องในวันคริสมาสและปีใหม่" ของ Pocket school


Free Talk - สารภาพบาป :

- Fiction นี้นอกจากจะหยาบแล้วยังเผาอีกต่างหาก เพราะกำหนดเส้นตายไว้วันที่ 15 ม.ค. และตั้งใจว่าจะส่งภายในวันที่ 14 อย่างเลต(ไม่ค่อยต่างกันหรอกลุง) และสุดท้ายก็ Just-in-time จริง เพราะ post ส่งล่อเอากันเที่ยงคืนวันที่ 14 ม.ค. ฮือๆๆ จะให้เร็วกว่านี้ซักชั่วโมงก็ไม่ได้ X'(

- จริงๆแล้ว EVIL:LIVE นี่เป็นฟิคชั่นเร่งด่วนมาก(และถือเป็นฟิกขนาดสั้นที่ใช้เวลาเขียนน้อยที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาด้วย) เพราะพอสอบ Midterm เสร็จ เจ้าฟิคต้นเรื่อง "My Heart" อันเป็นเรื่องรักใสๆห่างไกลความเลวร้าย ที่คาดว่าจะนำมาส่งจริงๆ กลับจนอัดมุขติดมุขไม่ไหล และไม่มีทีท่าจะร่างโครงเรื่องเสร็จภายในกำหนด อย่างหนึ่งคงเพราะช่วงนั้นเกมที่ออกคืออะไร? Doom 3, Half-Life 2, Battle of Middle-earth เงี้ยะ ไปๆมาๆก็เลยออกอาการ "Build อารมณ์ไม่ขึ้น" ในหัวมีแต่การรบ-รา ฆ่า-ลัน ฟัน-แทง = =" ผมเลยจัดการพับเก็บ แล้วจัดแจงแต่งฟิคที่มีตัวละครดำเนินเป็นปีศาจขึ้นมาในตอนที่ "มีอารมณ์ Build" ภายใต้เนื้อหาว่า "ความคิดที่เป็นตรรกะ กับความคิดเพื่อความสุข" แต่ก็เพราะเป็นฟิคเร่งด่วนนี่แหละ สุดท้ายก็เลยบานปลาย ใช้เวลานานและยืดเยื้อ แถมไม่ตรงประเด็นอีกต่างหาก เอาไว้ทำเรื่อง "My Heart" มาแก้ตัวแล้วกัน (ช่างเป็นข้ออ้างที่แย่มากเลยโรบิ้น)

- ที่มาของชื่อเรื่อง EVIL : LIVE... คือต้องการจะเล่นคำศัพท์ผวนหน่ะ สื่อในทำนองว่าการที่มนุษย์มีชีวิตอยู่นั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายหรือเปล่า... ซึ่งชื่อดั้งเดิมของเรื่องนี้เลยคือ "a LIVE of EVIL" แต่อุแหม่... มันต้องเป็น "a LIFE of EVIL" ต่างหาก... เลยเปลี่ยนเป็นชื่อปกติปัจจุบันซะเลย

- เอาล่ะ การสรรคำที่นำมาใช้อาจจะไม่ได้เรื่อง แต่มุขที่หยอดลงไปนั้นผมค่อนข้างพอใจทีเดียว อย่างเช่นการที่ตัวเอกจะใช้คำศัพท์ดูหมิ่นมนุษย์ในตอนแรกๆ แต่พอเริ่มรู้จักกับมนุษย์ก็เริ่มสุภาพขึ้น เพราะสมัยตอนอยู่หุบเขา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นกฎระเบียบแบบแผน และเป็นชนชั้นทหาร จึงไม่ค่อยมีการสื่อสารกับอย่างเป็นมิตรนัก นอกจากเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม

บทละครที่ถูกตัดออก :

- ว่าจะให้คุณแม่ของแคลร์ตั้งครรภ์น้องขึ้นมาอีกคน เพื่อให้ปีศาจตัวเอกสงสัยการสืบพันธุ์ของมนุษย์ แล้วบรรยายการผสมพันธุ์ของปีศาจที่อลังการตามที่ plot มาว่า

การที่ปีศาจจะสืบพันธุ์ จะต้องเป็นไปตามคำบัญชาของผู้อาวุโส ปีศาจเพศผู้และปีศาจเพศเมียที่ได้รับเลือก จะต้องมาที่ลานผาของหุบเขาในวันพระจันทร์เต็มดวง เอามือประสานกันสองคนในขณะที่หลับตาลง ไอพลังจากปีศาจทั้งสองจะมารวมกันในอ้อมแขนของปีศาจทั้งสองตน แล้วค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นตัวปีศาจเล็กๆ ซึ่งระหว่างพิธีกรรมจนกว่าจะจบปีศาจทั้งสองจะเจ็บปวดมากแทบแดดิ้น แล้วเพศที่มีพลังแกร่งกว่าหรืออาวุโสกว่า ก็จะทำให้ปีศาจที่เกิดใหม่เป็นเพศนั้นๆ

- เมื่อปีศาจ 3 ตัวที่เจอในป่า(แต่ตัดออกเหลือ 2 ตัว)ไม่สามารถล้มตัวเอกลงได้ โดยจะทะเลาะกับเจ้าตัวใหญ่สุดเรื่อง "ทำไมต้องช่วยเหลือมนุษย์ ที่ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรให้ได้?" ก่อนจะหนีไปแล้วมาแว้งกลับมากัดในวันขึ้นปีใหม่ โดยใช้แคลร์เป็นเครื่องมือ เพราะแคลร์เองก็มีเชื้อสายปีศาจจากฝั่งทางแม่ และเมื่อโดนปีศาจที่อาวุโสกว่าควบคุมจิตใจ สุดท้ายก็เลือกไม่ได้นอกจากฆ่าหล่อนทิ้ง(ยังไงๆก็ต้องตายสินะ เศร้าเนอะ) แต่เพราะหาทางยุติเหตุการณ์นี้ดีๆไม่ได้ ก็เลยตัดออกเสียเลย และฆ่าตัดตอนตัวเอกเพิ่มเข้าไปอีกตัว กรรม

เนื้อเรื่องที่กล่าวมา ไม่เกี่ยวกับสถานที่, บุคคล, องค์กรที่มีอยู่จริง เนื้อเรื่องนี้ได้รับการแต่งและถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการ โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

Copyrights © Asahi

2005/May/02

เพราะผมฟังมาจากพี่สาวของผมมัง? ว่าอยู่ที่นั่นลำบากอย่างโน้นอย่างนี้อย่างนั้น
ยิ่งฟังต่อมาจากคุณแม่อีกทียิ่งเรื่องใส่ไข่ไปไกล XD

ช่วงวันหยุดวันแรงงานผมกับครอบครัวจึงแวะไปเยี่ยมพี่ที่โรงพยายาลหนองกี่ที่จ.บุรีรัมย์

หนองกี่... ภาษาเมือง(ต้องใช้คำว่าภาษาเมือง เพราะถ้าเรียกว่าภาษาท้องถิ่น คนแถวนั้นจะถือว่าดูหมิ่นเขา) ภาษาเมืองนั้น คำว่า "กี่" แปลว่า "โครต... สุดๆ..." นั่นก็แปลว่าที่ที่มีหนองโครตเยอะนั่นเอง

อากาศที่นี่ร้อนน่าดู แต่ไม่ถึงกับร้อนอย่างที่พี่ผมบ่นให้ฟัง เธอบอกว่าตอนที่ผมมาเนี่ย เป็นวันที่เย็นกว่าปกติที่เป็นอยู่มากๆ..... ผมเองก็คิดว่าร้อนเหมือนกัน ถ้าใส่เสื้อไม่ถูกกาลเทศะอย่างเสื้อดำหรือเสื้อชุดไหมไทย แดดร้อนราวๆที่ม.เกษตรตอนเที่ยงๆเห็นจะได้ ซึ่งผมไม่ถือว่าร้อนขนาดทนไม่ได้ทนไม่ไหว แต่พี่ผมบอกว่า "เนี่ยแหละเย็นแล้ว"... ถ้าร้อนกว่านี้ก็ไม่รู้สิ =3=

เรื่องที่พักอาศัย โปรดระวังคำโฆษณาเชิญชวนว่า "มี UBC"
เพราะมันตอแหล!!..... ที่พักที่ผมพักมา 2 คืน + 2 คืนที่คุณพ่อเคยมาส่งพี่สาวนั้น มี UBC เถื่อนทั้ง 4 แห่ง ตั้งแต่ที่พักแบบหรูๆจนที่พักแบบเปิดประตูห้องมาเจอเตียงเลย

ฉะนั้นถ้าพี่ท่านยิ่งโฆษณาว่า "มี UBC" แสดงว่าท่าทางจะมีอะไรชอบมาพากล เช่น ผนังร้าวบ้างล่ะ... แอร์กลิ่นอัปปรีย์บ้างล่ะ...น้ำท่วมห้องน้ำต้องเอาเท้ากวาดน้ำลงท่อเองบ้างล่ะ....... "UBC = You Be See (That I cheating you!) = แล้วเอ็งจะรู้ (ว่าตูหลอกเอ็ง!)"

ส่วนอาหารที่หนองกี่ หากินแล้วถูกปากยากมากเพราะคนแถวนั้นเน้นที่รสเค็มปี๋กับเผ็ดนรก = ="
(ผมขอว่าแบบนี้เลยแล้วกัน เพราะอาหารอีสานนี่เผ็ดจริงๆ!!)

แต่ Recomment ร้านอาหารที่ชื่อว่า "ไก่ย่างหนองกี่" ไก่ย่าง, ส้มตำ, คอหมูย่างอร่อยมากๆๆๆ (อย่างอื่น no comment...) แต่น่ากลัวสุดๆคือแมลงวันจะชุกชุมจนแทบไม่ได้กินในเวลาเย็น (อร่อยขนาดครอบครัวผมไปเป็นครั้งที่สอง แม้จะรู้เรื่องแมลงวัน) แต่ตอนกลางวันแมลงวันไม่ค่อยมีนะ

เข้าเรื่องแมลงวัน......
แมลงวันที่นี่ตื้อมากๆ ตื้อมากพอๆกับยุงตื้อคนที่ศาลายา... ที่หนองกี่นี่นึกว่าจะเจอยุง ที่ไหนได้เจอแต่แมลงวันพันธุ์ตื้อซะได้ = ="

ตื้อขนาดไหนนักเชียว? ตอนขากลับที่ผมแวะทานข้าวสุดหรูราคาเกินมนุษย์ที่โชคชัยสเต็กเฮ้าส์ได้ฟังประวัติ crisis ของร้านนี้ที่เกือบเจ๊งไปรอบนึงเมื่อนานมาแล้วจากปากคุณพ่อ และได้เห็นบรรยากาศร้านสไตล์ตะวันตก... สเต็ก Fillet ที่ผมทานก็ดีนะ เพราะเลเวลลิ้นยังไม่ถึงมั้ง ผมเลยรู้สึกเฉยๆซะมากกว่า คุณพ่อยังด่าเลยว่า "ไปกินสเต็ก39 บาทไป๊... เปลือง"

หลังทานกันเสร็จพอกลับมาที่รถ... พบว่ามีแมลงวันเกาะตามรถร่วม 100 ตัว
YES! 100 ตัว!...... ไม่ได้โม้!! เพราะแถวนั้นเป็นฟาร์มเลี้ยงวัวเลี้ยงม้าที่มีกลิ่นของ "ของจริง"(?) ลอยมาตามลม

ขนาดออกจากหนองกี่แล้วก็ยังไม่พ้นเรื่องแมลงวัน q("= =)p

คุณพ่อเอาหนังสือพิมพ์ปัดแมลงวันที่รถ มันบินไปมาแล้วมันก็มาเกาะที่เดิม ต้องปัดอยู่นานแล้วอาศัยจังหวะกระโดดเข้ารถไม่ให้แมลงวันเข้าไปในรถด้วย พอออกรถไปแมลงวันก็ยังเกาะอยู่ตามรถ!!

เข้าเรื่องขากลับ...
อ้าว? กลับแล้วเหรอ ยังไม่ได้เล่าเลยว่าไปเที่ยวไหนมาบ้าง?..... ไม่มี๊ไม่มี ไม่ได้ไปไหว้พระด้วยซ้ำ งานนี้มาทัวร์กิน+พาพี่ออกมากินอย่างเดียว... อย่างหนึ่งคงเพราะไม่ได้เอากล้องถ่ายรูปมา(บ้าชะมัด)

เข้าเรื่องขากลับ...
ตอนขากลับคุณแม่ผมให้ชะลอรถตรงช่วงที่มีของขายข้างทางเยอะๆอยู่ที่หนึ่ง ซึ่งแถวๆนั้นมีร้านอาหารข้างทางอยู่เยอะเหมือนกัน

คุณพ่อผมก็ขับช้าๆเปิดไฟกระพริบเข้าข้างทางทางด้านซ้าย

พนักงานร้านอาหารเห็นก็เดินออกมากั้นรถเราแล้วก็โบกให้เข้าไปในร้าน
คือพวกเราพึ่งจะกินข้าวมา แล้วก็ไม่ได้จะมาแวะร้านแกเฟร้ย คุณพ่อแทบหลบไม่ทัน

พอหลบพนักงานร้านแรกไปได้ ร้านที่สองก็ออกมากั้นหน้ารถแล้วโบกให้เข้าร้านเขา
หลบได้อย่างสวยงาม...

ไปๆมาๆถึงได้รู้ว่ามีร้านอาหารแถวนั้นร่วมสิบ.....

คุณพ่อฉุนกึก บ่นบอกว่า "ครั้งหน้าถ้ามาแถวนี้จะติดกันชนรุ่นที่มีหนามมาด้วย"
ผมหัวเราะเหอะๆ แต่ในใจก็คิดเหมือนกันว่า "เอ้าเลยเพ่!!!"

ท้ายนี้...
ขอฝากท่านที่จะผ่านแถว อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ โปรดอย่าพลาด "ไก่ย่างหนองกี่" !!

เอาล่ะพรุ่งนี้ต้องไปลุยระยองต่อ 2 สัปดาห์
Next mission -> Servivor Rayong XD